ไรเดอร์รายหนึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน ได้เข้าพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แต่แพลตฟอร์มที่วิ่งงานกลับโทรทวงถามหนี้ โดยขู่จะปิดระบบหากไม่มีใช้คืน ช่องโหว่กฎไม่ใช่พนักงาน จึงไม่ให้สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชย กรณีเจ็บป่วย

จากกรณี วันนี้ 13 ต.ค. 69 ช่วงเวลาประมาณตี 2 ผู้ใช้งานเฟสบุ๊คชื่อ พรเทพ ชัชวาลอมรกุล ได้โพสต์ขอความช่วยเหลือให้ อดีตผู้ก่อตั้งกลุ่มเคลื่อนที่ไว เรียกร้องความเป็นธรรมช่วยเหลือพี่น้องไรเดอร์ เนื่องจากเป็นโรคเบาหวานแบะต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยในวันที่ 15 ต.ค. 69 นี้อาจต้องถูกตัดขาเนื่องจากบาดแผลเรื้อรัง มีใจความสำคัญปิดท้ายโพสต์ว่า “ส่วนบริษัท App ต่างๆที่พี่เขาวิ่ง ก็อย่าเพิ่งทวงถามหนี้ ผ่อนของ พี่เค้ายังป่วยอยู่ หลักฐานก็มีโทรเช็คโรงพยาบาลก็ได้”

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับ นายพรเทพ ชัชวาลอมรกุล (บอย) ที่ปรึกษาสมาคมไรเดอร์ไทย เล่าว่า มีไรเดอร์คนหนึ่งป่วยเป็นเบาหวาน กำลังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ทั้งขาดรายได้ ยังต้องเลี้ยงครอบครัว ไหนจะค่าผ่อนรถ ค่าห้อง ค่ากิน ค่าแพมเพิสที่ต้องเปลี่ยนใส่ทุกวัน แต่ทางแพล็ตฟอร์มที่เคยใช้ “วิ่งงาน” ได้ทวงถามหนี้ที่ติดค้างไว้ให้ชำระภายในกำหนด หากไม่ใช้หนี้ทางแอปฯต้องปิดระบบวิ่งงาน ซึ่งไรเดอร์เข้าใจกฎข้อนี้ดี แต่เนื่องด้วยไรเดอร์ยังไม่สามารถกลับไปวิ่งงาน หรือหาเงินมาโปะส่วนนั้นได้ ทำให้เกิดความกังวลใจขึ้น และต้องนำเงินมาสำรองผ่าตัดก่อน หากผ่าตัดแล้วก็วิ่งงานได้ยากขึ้นไปอีก


นายพรเทพ กล่าวว่า ไรเดอร์ส่วนมากมีปัญหาเรื่องค่าตอบแทน โครงสร้างราคา และงานพ่วง เนื่องจากค่ารอบและรายได้ลดลง สวนทางกับค่าครองชีพ ไรเดอร์สะท้อนว่าค่าน้ำมันปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง (จาก 20 กว่าบาท มาเป็น 30-40 กว่าบาท) แต่ค่ารอบกลับลดลงเรื่อยๆ (เช่น วิ่ง 40 กม. ได้เพียง ประมาณ 100 บาท หรือบางระยะได้แค่ 20 บาท) ในขณะที่อัตราการหัก GP ของบริษัท ยังคงเป็น 15–20% เท่าเดิม ทำให้ไรเดอร์ต้องทำงานหนักขึ้น ใช้เวลานานขึ้น แต่ได้เงินน้อยลง

และการเอาเปรียบผ่านระบบ งานพ่วง บริษัทเก็บ GP จากร้านค้า 30–35% และหักเปอร์เซ็นต์จากไรเดอร์ 15% ทุกออเดอร์เต็มจำนวน แต่กลับจ่ายค่าตอบแทนงานพ่วงให้ไรเดอร์ลดลง เช่น งานเดี่ยวได้ 40 บาท/งาน หากรับพ่วง 3 งานควรได้ 120 บาท แต่ระบบจ่ายจริงเพียงประมาณ 50–60 บาท ทำให้บริษัทได้กำไรซ้อน แต่ไรเดอร์รับภาระวิ่งหลายจุด

 เคยประชุมเกี่ยวกับข้อเรียกร้องเรื่อง ราคากลาง มาแล้วประมาณ 5-6 ปี โดยต้องการให้ภาครัฐกำหนดราคากลางให้ทุกแพลตฟอร์มใช้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้แต่ละค่ายแข่งกันตัดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยเอาภาระมาไว้ที่ไรเดอร์ และได้เสนอให้อิงโครงสร้างราคารถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ เริ่มต้น 2 กม. แรก 25 บาท กิโลเมตรถัดไป กม. ละ 10 บาท หรือตั้งค่าบริการเริ่มต้นขั้นต่ำที่ 7–10 บาท/กม. ซึ่งนำมาใช้อ้างอิงได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย รวมถึงให้บริษัทแข่งขันกันที่ คุณภาพการบริการ แทนการตัดราคาค่ารอบไรเดอร์

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าไรเดอร์ไม่ใช่พนักงาน จึงไม่ให้สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าชดเชย กรณีเจ็บป่วยทั่วไป รถเสีย หรืออุบัติเหตุ เว้นแต่จะใช้สิทธิ พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ หรือต้องสำรองจ่ายเอง โดยอ้างว่าไม่ได้เกิดจากการทำงาน ซึ่งเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม โดยที่ทางภาครัฐเองก็เกี่ยงความรับผิดชอบและไร้อำนาจบังคับ คือเมื่อไรเดอร์ไปร้องเรียน กระทรวงต่างๆ มักโยนภาระกันไปมา อีกทั้งตัวแทนรัฐบาลระบุว่า ไม่มีอำนาจกฎหมายบังคับแพลตฟอร์ม ทำได้เพียงขอความร่วมมือ ซึ่งไรเดอร์มองว่าเป็นข้ออ้าง ทั้งที่เป็นระดับรัฐบาลและรัฐมนตรี ซึ่งเคยมีแพลตฟอร์มระบุว่า หากภาครัฐออกกฎหมายบังคับใช้อย่างจริงจังและเท่าเทียมทุกค่าย เขาก็พร้อมปฏิบัติตาม แต่หากไม่มีกฎหมายบังคับ ค่ายที่ตั้งราคาสูงกว่าก็จะไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้


การทวงหนี้โหดเมื่อไรเดอร์เจ็บป่วยหรือหยุดงาน กรณีไรเดอร์ผ่อนอุปกรณ์หรือเช่ารถกับแพลตฟอร์ม หากป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจนต้องหยุดงาน 2–3 เดือน แพลตฟอร์มจะส่งข้อความและโทรทวงหนี้วันละ 4–5 รอบ พร้อมขู่จะปิดระบบ ซึ่งเมื่อไรเดอร์หายป่วยกลับมาเริ่มวิ่งงาน รายได้ทั้งหมดจะถูกระบบหักชำระหนี้สะสมทันทีแบบ 100% เช่น วิ่งได้ 700 บาท โดนหักหนี้หมด 700 บาท ทำให้ไม่เหลือเงินกลับบ้านแม้แต่บาทเดียว ไรเดอร์จึงเรียกร้องให้มีการผ่อนผันช่วงป่วย และทยอยหักหนี้เป็นรายวันในระดับที่ไม่กระทบการดำรงชีพ อีกทั้งไรเดอร์ที่ออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องสิทธิ หรือปฏิเสธงานพ่วง งานระยะไกลที่ไม่คุ้มค่า มักถูกระบบลงโทษด้วยการปิดระบบ (แบน) หรือจ่ายงานน้อยลง และหากเกิดกรณีลูกค้ายกเลิกงานกลางทาง ปฏิเสธการจ่ายเงิน หรือติดต่อไม่ได้ บริษัทมักไม่ช่วยเหลือไรเดอร์หรือจ่ายค่าชดเชยเพียงเล็กน้อย 10 บาท ซึ่งไม่คุ้มค่าเสียเวลาและค่าน้ำมันที่วิ่งไปหลายกิโลเมตร

กลุ่มไรเดอร์ทำการเรียกร้องต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 5–6 ปี ทั้งการยื่นเรื่องต่อคุณสุชาติ ชมกลิ่น (อดีต รมว.แรงงาน), การร่วมประชุมกับภาครัฐ และการเข้าพบผู้บริหารแพลตฟอร์ม ผลลัพธ์และการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้น (ตัวอย่าง Lalamove) คือ การปรับลดโทษการแบนระบบจากการยกเลิกงาน จากเดิมแบน 3 วัน เหลือแบน 1 วัน และเพิ่มฟังก์ชั่นให้ไรเดอร์เลือกตั้งค่ารัศมีการรับงานได้เอง เช่น เลือกเห็นงานในระยะ 2 กม., 5 กม. หรือ 10 กม. โดยที่ปัญหาหลักเรื่อง ราคากลาง และ สวัสดิการพื้นฐาน ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขจากทั้งภาครัฐและแพลตฟอร์ม