เครือข่ายประชาชน 18 จังหวัด จี้ทบทวนเปลี่ยนแหล่งเงิน สสส. หวั่นกระทบกลุ่มเปราะบาง ชี้ควรแก้ไขกฎหมายยกระดับความโปร่งใส


แถลงการณ์ เครือข่าย One Plan Plus 18 จังหวัด เรื่อง คัดค้านร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .… ประเด็นการยกเลิกเงินบำรุงกองทุนร้อยละ 2 จากภาษีสุราและยาสูบ


ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ ผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของรัฐสภา ระหว่างวันที่ 30 กันยายน ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569


โดยมีสาระสำคัญมุ่งยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ว่าด้วยการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 2 แล้วปรับเปลี่ยนให้กองทุนฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณผ่านระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยอ้างความสอดคล้องกับหลักวินัยการเงินการคลังตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 นั้น


เครือข่าย One Plan Plus 18 จังหวัด ในฐานะเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันวิชาการในระดับพื้นที่ เพื่อผลักดันประเด็นเชิงยุทธศาสตร์และสุขภาวะของประชาชนกลุ่มเปราะบางเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ได้ร่วมกันพิจารณาบทบัญญัติและผลกระทบของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างถี่ถ้วนแล้ว


มีความเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มิได้เป็นเพียงการปรับระบบการบริหารงบประมาณ หากแต่จะส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรงและบั่นทอนกลไกการสร้างเสริมสุขภาพของประเทศ ด้วยเหตุผลเชิงประจักษ์ดังต่อไปนี้


1) การลดทอนศักยภาพของภาคประชาสังคมในห้วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ. 2571–2575


ขณะนี้ทุกจังหวัดทั่วประเทศอยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571–2575 ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ

(ก.น.บ.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 มีมติเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน กอปรกับกระทรวงมหาดไทยได้มีข้อสั่งการกำชับให้ทุกจังหวัดดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนให้ครอบคลุมถึงกลุ่มเปราะบาง และกำหนดให้มีผู้แทนภาคประชาสังคมเข้าร่วมในการประชุมปรึกษาหารือตามเจตนารมณ์แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565


อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติ การที่กลุ่มเปราะบางจะสามารถส่งเสียงและมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายได้จริง จำเป็นต้องมีกลไกภาคประชาสังคมทำหน้าที่ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึก จัดเวทีรับฟังความเห็น และสังเคราะห์ความต้องการของประชาชนให้กลายเป็นข้อเสนอนโยบายและโครงการที่บรรจุลงในแผนงานได้ ซึ่งภารกิจดังกล่าวในระดับจังหวัดล้วนอาศัยงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนฯ เป็นหลัก 


เนื่องจากโครงสร้างงบประมาณพัฒนาจังหวัดของภาครัฐถูกออกแบบมาเพื่อจัดสรรให้แก่ส่วนราชการดำเนินโครงการเป็นหลัก มิได้เอื้อให้จัดสรรงบประมาณตรงแก่ภาคประชาสังคมเพื่อดำเนินบทบาทนี้ หากแหล่งงบประมาณของกองทุนฯ ต้องชะงักงันหรือขาดตอนลง


มติ ก.น.บ. และข้อสั่งการของกระทรวงมหาดไทยจะกลายเป็นเพียงกระบวนการมีส่วนร่วมในเชิงพิธีกรรม และส่งผลให้แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งเป็นเข็มทิศกำหนดทิศทางงบประมาณพื้นที่ไปจนถึงปี2575 ต้องตกอยู่ในภาวะขาดไร้ข้อเสนอที่สะท้อนสภาพปัญหาและความต้องการของกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง

2) การยกเลิกเงินบำรุงกองทุนฯ เป็นทางเลือกเชิงนโยบาย มิใช่การแก้ไขความบกพร่องทางกฎหมาย


การกล่าวอ้างมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาเป็นเหตุผลหลักในการยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนฯ นั้น เป็นการตีความที่ไม่ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันได้บัญญัติเป็นบทเฉพาะกาลไว้อย่างชัดแจ้งว่า มิให้นำบทบัญญัติในมาตรา 26 มาใช้บังคับกับกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจึงดำรงอยู่อย่างถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายทุกประการ


นอกจากนี้ การจัดเก็บเงินบำรุงดังกล่าวยังตั้งอยู่บนหลักสากลว่าด้วยผู้ก่อผลกระทบเป็นผู้รับภาระ โดยเรียกเก็บจากผู้ประกอบการสินค้าที่ก่อให้เกิดภาระทางสุขภาพแก่สังคม การริเริ่มยกเลิกกลไกการเงินการคลังดังกล่าวจึงเป็นทางเลือกเชิงนโยบายของฝ่ายการเมือง ซึ่งจำเป็นต้องมีการประเมินผลกระทบเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน มิใช่การอ้างเหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังแต่เพียงด้านเดียว


3) ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่อาจเป็นหลักประกันความต่อเนื่องของงานสร้างเสริมสุขภาวะ


การปรับให้กองทุนฯ ไปพึ่งพาระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะส่งผลให้ภารกิจด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการลดปัจจัยเสี่ยงต้องเข้าสู่วงจรงบประมาณที่ต้องขอรับการจัดสรรและแข่งขันกับภารกิจเร่งด่วนระยะสั้นอื่น ๆ ของรัฐในแต่ละปี ทั้งที่ภารกิจด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการผลักดันวาระเชิงพื้นที่ เป็นงานเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง ข้ามพ้นวงจรการเมือง และความคล่องตัวในการตอบสนองต่อปัญหา


การออกแบบให้มีแหล่งรายได้เฉพาะ (Earmarked Tax) จึงเป็นหัวใจสำคัญและสาระแก่นสารดั้งเดิมของการก่อตั้งกองทุนฯ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงเชิงสถาบันและความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนงานพัฒนา



4. การตรวจสอบธรรมาภิบาลต้องแยกส่วนออกจากการตัดทอนแหล่งงบประมาณสาธารณะ


กองทุนสาธารณะทุกแห่งพึงอยู่ภายใต้หลักความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ (Accountability) และการตรวจสอบที่เข้มงวด หากฝ่ายนโยบายมีข้อห่วงใยในมิติธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ หรือความคุ้มค่า ย่อมต้องดำเนินการผ่านการปรับปรุงกลไกการกำกับดูแล การตรวจสอบ และการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้รัดกุมยิ่งขึ้น มิใช่การใช้ข้ออ้างเรื่องการตรวจสอบมาเป็นเหตุผลในการทำลายกลไกและตัดทอนแหล่งงบประมาณ ซึ่งจะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะและสิทธิทางสุขภาพของประชาชนเป็นวงกว้าง


ข้อเรียกร้องของเครือข่าย One Plan Plus 18 จังหวัด


เพื่อธำรงไว้ซึ่งกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ และรักษาเสถียรภาพของระบบการสร้างเสริมสุขภาพของประเทศ เครือข่าย One Plan Plus 18 จังหวัด จึงมีข้อเรียกร้องต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนี้


1. ขอให้ผู้เสนอร่างกฎหมายทบทวนและถอนร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกจากกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบสุขภาพและกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมทั่วประเทศ

2. ขอให้มีการจัดทำการประเมินผลกระทบในการออกกฎหมาย ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างแท้จริงและรอบด้าน โดยเฉพาะการประเมินผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของกลุ่มเปราะบางในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ. 2571–2575 ตลอดจนการประเมินผลกระทบสะสมจากชุดร่างกฎหมายที่เสนอพร้อมกันในการยกเลิกเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบขององค์กรสื่อสาธารณะ (ไทยพีบีเอส) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ


3. ขอให้ผลักดันการพัฒนากลไกธรรมาภิบาลและการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแทนการตัดลดแหล่งรายได้ หากมีประเด็นข้อท้าทายด้านการดำเนินงานของกองทุนฯ ควรใช้แนวทางแก้ไขทางบริหารและกฎหมายลำดับรองเพื่อยกระดับความโปร่งใส โดยไม่ทำลายโครงสร้างการจัดหาทุนเพื่อสุขภาวะของสังคม


4. ขอเชิญชวนภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรชุมชน นักวิชาการ และประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมแสดงความคิดเห็นคัดค้านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของรัฐสภา(parliament.go.th/section77) ภายในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อร่วมกันปกป้องสิทธิทางสุขภาพและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน