“น้ำท่วม” สวนทุเรียนจันทบุรี-ระยอง 2 หมื่นไร่ เกษตรกรเจ็บหนัก รากเน่าเสียหายเฉลี่ย 2.5 ล้านต่อไร่ ฟื้นฟูไม่คุ้มทุน-ปลูกใหม่ใช้เวลา 5 ปี กระทบผลผลิตลดลง ลูกค้าจ่อซื้อในราคาสูง

จากกรณี มีฝนตกหนักต่อเนื่องบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออก ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากและเข้าท่วมพื้นที่และท่วมขังในสวนทุเรียน จ.จันทบุรี และ จ.ระยอง ในช่วงวันที่ 25–30 ก.ย. 69 ระบบรากขาดอากาศหายใจ จนกระทั่งน้ำเริ่มลดและเกษตรกรเข้าประเมินความเสียหาย พบว่าต้นทุเรียนเริ่มแสดงอาการทิ้งใบ สลัดใบ และทรุดโทรมอย่างรุนแรงเนื่องจากรากเน่า เสียหายหนัก ใช้เวลาฟื้นฟู 1-2 ปี และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการปลูกใหม่ ที่ใช้เวลา 5-6 ปี 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์พูดคุยกับนายภานุศักดิ์ สายพานิช ประธานที่ปรึกษาสมาคมทุเรียนไทย เผยว่า พื้นที่เสียหายเบื้องต้น มีพื้นที่สวนทุเรียนได้รับผลกระทบ มากกว่า 20,000 ไร่ คิดเป็นมูลค่ารวมมหาศาล เนื่องจากทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีต้นทุนการลงทุนสูงต่อต้น

ทุเรียนในช่วงอายุ 1–10 ปี มีความเสี่ยงสูงที่สุดเพราะระบบรากยังไม่แข็งแรงพอ มีอัตราการเน่าเสียและตายสูงมาก ถัดมาในช่วงอายุ 15–20 ปีขึ้นไป จะมีความทนทานกว่า มีระบบรากที่ลึกและลำต้นแข็งแรง จึงมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าต้นอ่อน 

อย่างไรก็ดีถึงแม้ขณะนี้น้ำจะลดลงแล้ว แต่ดินโคลนเลนจะทับถมบริเวณโคนต้นจนอัดแน่น ทำให้รากขาดอากาศ หายใจไม่ได้ และเกิดอาการรากเน่าตามมา พันธุ์หมอนทองซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักมีความอ่อนแอต่อภาวะนี้เป็นพิเศษ และจะค่อยๆ ติดเชื้อและทยอยตายลงเรื่อยๆ

นายภานุศักดิ์ ชี้ว่า หากกิ่งก้านหรือระบบรากเสียหายไป 80–90% ไม่แนะนำให้ยื้อหรือฟื้นฟู เพราะหากยื้อไว้ ต้นจะกลายเป็น “ต้นพิการ” ให้ผลผลิตได้ไม่คุ้มค่าปุ๋ย ค่ายารักษา และค่าดูแล การตัดใจโค่นทิ้งและปลูกใหม่ เป็นทางเลือกที่ดีกว่าในระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี หลังปลูกใหม่จึงจะเริ่มติดผล และต้องรอ 7–8 ปี จึงจะให้ผลผลิตเต็มศักยภาพ ไม่แนะนำให้ต่อกิ่งหรือเสียบยอดบนตอเดิม แม้ช่วยประหยัดเวลาได้เพียง 1–2 ปี แต่ไม่คุ้มความเสี่ยง เพราะระบบรากเดิมแช่น้ำเสียหายไปแล้ว ทำให้ต้นใหม่แคระแกร็นและติดโรคง่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายฟื้นฟู ได้แก่

1. สารกระตุ้นการแตกราก/ฮอร์โมนเร่งราก เช่น กลุ่มกรดอะมิโน, ฮิวมิกแอซิด, ฟูลวิกแอซิด หรือกลุ่มสารเร่งราก (ราคาประมาณ 200-600 บาท ต่อขวด/ลิตร)

2. สารเคมีป้องกันและกำจัดโรครากเน่าโคนเน่า   

- ชนิดราดดิน/ฉีดพ่น เช่น เมทาแลกซิล, ฟอสอีทิล-อลูมิเนียม ราคาประมาณ 300-800 บาท ต่อแพ็ก/ลิตร

-ชนิดเข็มฉีดเข้าลำต้น เช่น กรดฟอสโฟนิค ราคาประมาณ 350-650 บาท/ลิตร ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ยี่ห้อ และสูตรผสม 

3. ปุ๋ยบำรุงทางดินและทางใบ

-ปุ๋ยอินทรีย์/สารปรับปรุงดิน เพื่อฟื้นฟูสภาพดินหลังน้ำขัง

-ปุ๋ยทางใบ/ธาตุอาหารรอง-อาหารเสริม (เช่น แคลเซียม-โบรอน, สังกะสี, แมกนีเซียม) เพื่อช่วยให้ใบสังเคราะห์แสงและฟื้นตัวเร็วขึ้น (ราคาประมาณ 200-500 บาท ต่อขวด/ลิตร)

ในช่วงรอทุเรียนเติบโต 5 ปี เกษตรกรควรปลูกพืชระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนเร็ว เช่น มะละกอ หรือ กล้วย เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในระยะสั้น

นายภานุศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมสวนทุเรียน ก่อให้เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ภาระทางการเงิน และจิตใจ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่กู้ยืมเงินมาลงทุน บางส่วนเป็นสวนทุเรียนอายุ 4–5 ปีที่กำลังจะเก็บเกี่ยวสร้างรายได้เป็น "ปีแรก" แต่กลับต้องมาเสียหาย สร้างค่าใช้จ่ายสูญเปล่าจากการยอมเสียเงินซื้อยาทาแผลและยารา มาพ่นใส่ต้นทุเรียนด้วยความหวัง ทั้งที่โอกาสรอดต่ำมาก ทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น ส่งผลกระทบระดับวิกฤตต่อสภาพจิตใจของคนในครอบครัวเนื่องจากสูญเสียทั้งอาชีพและรายได้ แต่ยังมีภาระหนี้สินคงเดิม

นายภานุศักดิ์ มองว่า ปริมาณทุเรียนส่งออกโดยรวมจะปรับตัวลดลง จากจำนวนต้นที่ตายและติดโรค เมื่อปริมาณสินค้าลดลง ราคาต่อหน่วยจะปรับตัวสูงขึ้น ในภาพรวมระดับประเทศ มูลค่าการส่งออกโดยรวมอาจไม่ลดลงมากนักเพราะได้อานิสงส์จากราคาที่สูงขึ้น แต่เกษตรกรที่สวนเสียหาย 100% จะไม่ได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้นนี้เลย อีกทั้งคุณภาพทุเรียนขึ้นอยู่กับสภาพอากาศช่วงก่อนเก็บเกี่ยว หากมีฝนตกหนักหรือฟ้าปิด แสงแดดไม่พอ ต้นจะไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ทำให้น้ำซึมเข้าลูก ผลทุเรียนจะจืดและฉ่ำน้ำ ส่งผลต่อการยอมรับในตลาดส่งออก

นายภานุศักดิ์ แนะนำว่า รัฐควรมีมาตรการผ่อนผันและพักชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อลดแรงกดดันทางจิตใจ ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อุดหนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้นำไปใช้เป็นทุนในการเคลียร์พื้นที่และตักดินโคลนออกจากโคนต้น, จัดซื้อต้นพันธุ์ทุเรียนใหม่ และปรับปรุงระบบน้ำและโครงสร้างพื้นฐานในสวน ช่วยเหลือแบบที่เป็นรูปธรรมและเข้าถึงพื้นที่จริง มากกว่าเพียงการแถลงนโยบาย เพราะขณะนี้สภาพจิตใจเกษตรกรสวนทุเรียนเสียหายหนัก

นายภานุศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป็นกำลังใจให้เกษตรกรสู้ต่อ ไม่ว่าจะหนักแค่ไหนถ้าเราไม่ยอมแพ้ ทุกอย่างมีทางออกและสามารถแก้ไขได้แน่นอน เข้าใจความทรมานใจเพราะเป็นอาชีพ เป็นสิ่งที่รัก หรือบางคนคอยดูแล ประคบประหงมเหมือนลูก

นายชลธี นุ่มหนู เกษตรกรชาวสวนผลไม้ อดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร เผยว่า พื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก คือ จ.ระยอง อ.แกลง จ.จันทบุรี อ.ท่าใหม่ และ อ.แก่งหางแมว รวมพื้นที่เสียหายประมาณ 20,000 ไร่ จากทั้งหมด 400,000 ไร่ในจันทบุรี ส่วนใหญ่เป็นสวนทุเรียนใกล้ลุ่มน้ำประแสร์ จ.ระยอง และลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี เนื่องจากน้ำไม่เคยท่วมในรอบ 20-30 ปี ชาวบ้านจึงไม่ทันตั้งตัว ในขณะที่ จ.ตราด มีน้ำท่วมเป็นประจำอยู่แล้ว ความเสียหายจึงไม่มากเท่าจันทบุรี และระยอง 

นายชลธี อธิบายเพิ่ม ทุเรียนเป็นพืชไม่ทนน้ำท่วม หากน้ำแช่ขังรากประมาณ 3-4 วัน ต้นจะทยอยป่วยและยืนต้นตาย ซึ่งการประเมินมูลค่า เฉลี่ยรายได้ต่อปี ประมาณ 10,000 บาท/ต้น ถ้าคิดจากอายุทุเรียนและการเก็บเกี่ยว 10 ปี จะเท่ากับ 100,000 บาท/ต้น โดยสวนทุเรียน 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 25 ต้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 2,500,000 บาท/ไร่

ซึ่งกรณีที่รากแช่น้ำนานจนป่วย การฟื้นฟูรากจะใช้เวลา 1-2 ปี ต้องกระตุ้นการแตกรากใหม่ ฉีดสารเคมีป้องกันโรครากเน่า บำรุงปุ๋ยและดูแลใบ แต่มีค่าใช้จ่ายเคมีภัณฑ์สูง และการปลูกใหม่ต้องใช้เวลา 5-6 ปี ต้นทุนต่ำกว่าเพราะจ่ายแค่ค่ากิ่งพันธุ์ แต่ต้องเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งใหม่ และต้องเคลียร์หน้าดินให้พร้อมสำหรับการปลูกอีกครั้ง ทำให้เกษตรกรบางส่วนลังเลว่าจะฟื้นฟูหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น เพราะกังวลเรื่องน้ำท่วมซ้ำซ้อน แต่พืชอื่นให้ผลตอบแทนสู้ทุเรียนไม่ได้

นายชลธี มองว่า รัฐควรช่วยเหลือและชดเชยเยียวยาเป็น 2 งวด คือ งวดต้นที่ตายทันที และงวดต้นที่ป่วยตายภายใน 6 เดือน - 1 ปี ช่วยเหลือเรื่องหนี้สิน ธ.ก.ส. ,ผ่อนผันการชำระหนี้ และส่งเสริมให้คำแนะนำเกษตรกรในการวางแผนการปลูกหรือฟื้นฟู

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม มักตามด้วยภัยแล้งวิกฤตในช่วง มีนาคม-เมษายน ซึ่งจะซ้ำเติมต้นทุเรียนที่อ่อนแออยู่แล้วให้ตายเพิ่มขึ้น เกษตรกรต้องเตรียมพร้อมรับมือ