ภาคประชาชน ต้าน เวิลด์แบงก์–IMFชำแหละเอื้อทุนใหญ่ เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ รัฐเป็นยามเฝ้าตลาด-ผู้เช่าแผง หยุดทุนสีน้ำเงินกินรวบ


จากกรณี วันนี้ 2 ต.ค. 69 เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวเครือข่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดเวทีพูดคุยบิลนี้ใครจ่าย? ที่ห้องประชุม Tailor hall ชั้น 9 โรงแรมDeprime รางน้ำ ประชาชนต้องแบกต้นทุนเงียบแลกฝันที่ไม่ได้เลือก สะท้อนผลกระทบเชิงโครงสร้าง ก่อนไทยเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 12–18 ต.ค. นี้ ตัวแทนภาคประชาชน นักกิจกรรม กลุ่มผู้หญิง และคนจนเมือง เป็นตัวแทนเครือข่ายฯ นัดร่วมต่อต้าน


ตัวแทนเครือข่ายฯ ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ “หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต NO WORLD BANK × NO IMF” 1. ต้านระบบที่ทุนมีอำนาจเหนือชีวิตเราไม่ได้ต้านแค่องค์กร แต่ต้านทุนนิยมเสรีใหม่และจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ รัฐไม่ได้เล็กลง แต่ย้ายต้นทุนออกจากงบสาธารณะไปยัดใส่มือประชาชน และกางปีกปกป้องกลุ่มทุน แปรรูปสิ่งจำเป็นต่อชีวิตให้เป็นสินค้า

2. บทเรียนวิกฤตปี 40 เมื่อเศรษฐกิจพัง ประชาชนคือคนจ่ายค่าซ่อม หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.32 ล้านล้านบาทกลายเป็นหนี้สาธารณะที่ต้องจ่ายถึงปี 2574 คนเป็นล้านตกงาน ผู้หญิงต้องแบกรับภาระในครอบครัว

3. ที่ดินไม่ใช่พื้นที่ว่างสำหรับการลงทุน ผืนดินคือบ้าน อาหาร และประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ในตลาด การลงทุนสีเขียว คาร์บอนเครดิต หรือเหมืองแร่ ต้องไม่ลิดรอนสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร

4. ความยุติธรรมสำหรับคนจนเมือง เมืองเป็นของคนที่สร้างมัน แรงงาน คนกวาดถนน คนขับรถ มีสิทธิอยู่ในเมือง การไล่รื้อคือการทำลายเครือข่ายชีวิต ที่อยู่อาศัยต้องมีความมั่นคง ไม่ใช่ถูกปั่นราคาเพื่อคนรวย


5. ประชาชนจ่ายบิลตั้งแต่ก่อนเหมืองเปิด เงินกู้เพื่อการสำรวจทรัพยากรผลักภาระหนี้และความเสี่ยงทางนิเวศให้ชุมชนตั้งแต่ต้นทาง โดยที่ชาวบ้านไม่มีสิทธิตัดสินใจ

6. รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า คือการเอาความมั่งคั่งที่ประชาชนร่วมกันสร้างกลับมาดูแลชีวิต ไม่ใช่เงินแจกสงเคราะห์ ไม่ใช่การพิสูจน์ความจน แต่คือการคืนอำนาจให้ผู้คน

7. เศรษฐกิจที่มองไม่เห็นผู้หญิง คือเศรษฐกิจที่มองไม่เห็นชีวิต ต้องยอมรับและให้ค่าตอบแทน “งานดูแล” (Care work) ที่ค้ำจุนสังคม ผู้หญิงไม่ใช่แรงงานฟรีที่คอยอุดช่องโหว่ให้รัฐและกลุ่มทุน

8. การเปลี่ยนผ่านสีเขียวต้องเปลี่ยนอำนาจ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิลเป็นเทคโนโลยีใหม่ แล้วปล่อยให้ทุนใหญ่ผูกขาดสายส่ง หรือฟอกเขียวผ่านคาร์บอนเครดิต ประชาชนต้องเป็นเจ้าของพลังงาน

9. GDP โตไม่พอ หากความมั่งคั่งขึ้นข้างบน แต่บิลลงมาข้างล่าง ประเทศร่ำรวยขึ้นในสถิติ แต่คนทำงานค่าแรงไม่พอใช้ ถูกผูกขาดโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่เชื่อมโยงบ้านใหญ่ กลไกรัฐ และทุนใหญ่เข้าด้วยกัน

10. เมล็ดพันธุ์ ยา งาน และร่างกาย ไม่ควรถูกกำหนดด้วยกำไร ต้องหยุดการผูกขาดสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่อชีวิต เกษตรกรต้องมีสิทธิในเมล็ดพันธุ์ ผู้ป่วยต้องเข้าถึงยา และแรงงานต้องได้รับสวัสดิการ


คำแถลงการณ์ของตัวแทนเครือข่ายฯ


คุณแสงศิริ ตรีมรรคา การรวมตัวเกิดจากคนทำงานภาคสังคม ทั้งกลุ่มผู้หญิง ผู้ติดเชื้อ คนจนเมือง ที่มองเห็นตรงกันว่า 'ระบบทุนนิยมเสรีใหม่' กำลังคืบคลานเข้ามากินรวบสังคมไทยภายใต้ร่มเงาของระบอบสีน้ำเงิน ประชาชนตั้งคำถาม รัฐจะยอมเดินตามก้นกลุ่มทุนไปถึงระดับไหน และจะโยนภาระมาให้เราแบกรับไปอีกนานเท่าใด จึงตั้งเป้าหมายต่อต้าน ระบบทุนนิยมเสรีใหม่ คือ รัฐพยายามลดภาระสวัสดิการลง แต่คงอำนาจไว้เท่าเดิม และปล่อยให้กลุ่มทุนใหญ่มีอำนาจผูกขาด ถีบหัวส่งประชาชนให้เผชิญชะตากรรมและการฮุบที่ดินทำกิน


ทางจรัสศรี จันทร์อ้าย กล่าวว่า ที่ผ่านมา นโยบายภายใต้ทุนสีน้ำเงินได้ลิดรอนสิทธิชุมชนอย่างหนัก “โฉนดชุมชน” และ “ธนาคารที่ดิน” ซึ่งเป็นสิทธิที่ชุมชนควรมีอำนาจจัดการเอง โดยเฉพาะธนาคารที่ดิน ที่จุดประสงค์หลักคือการกระจายการถือครองที่ดินให้กับคนจนให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่มองเป็นสินค้าเอื้อต่างชาติ หากปล่อยให้กลุ่มทุนสีน้ำเงิน หรือทุนต่างชาติ เข้ามากว้านซื้อและแย่งยึดที่ดินไป พี่น้องคนจนก็จะไม่สามารถสร้างความมั่นคงในชีวิตได้ ที่ดิน แร่ธาตุ และทรัพยากรทุกอย่างที่อยู่ใต้ดิน ควรเป็นของพี่น้องประชาชนเพื่อใช้ในการกำหนดอนาคตของตนเอง


ขณะเดียวกันณัฐวุฒิ กรมภักดี กล่าวว่า ผู้ที่ต้องแบกรับ “บิล” เหล่านี้หนักที่สุดคือ คนจนเมือง กลุ่มคนเปราะบาง และคนที่ไร้ต้นทุนชีวิต ซึ่งอยู่ชั้นล่างสุดของสังคม เมื่อการพัฒนา คืบคลานเข้ามา มันกลับกลายเป็นกลไกที่บีบคั้นและผลักไสให้พวกเขาต้องกระเด็นออกไปอยู่ห่างไกล ไกลจากการมองเห็น ไกลจากครอบครัว และไกลจากโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น