เมื่อฤดูฝนเดินทางมาถึงช่วงปลายปี คำว่า “เขื่อนเจ้าพระยา” มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในหน้าข่าวทุกวัน ในฐานะตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาว่า พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะต้องเผชิญกับอุทกภัยหรือไม่


ทำความรู้จัก “เขื่อนเจ้าพระยา” และบทบาทหน้าที่จริง

เขื่อนเจ้าพระยา ตั้งอยู่ที่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500


หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเขื่อนเจ้าพระยาเป็นเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่เช่นเดียวกับเขื่อนภูมิพลหรือเขื่อนสิริกิติ์ แต่ในความเป็นจริง เขื่อนเจ้าพระยาเป็น "เขื่อนทดน้ำ" (Diversion Dam) มีหน้าที่หลักในการยกระดับน้ำด้านเหนือเขื่อนให้สูงขึ้น แล้วผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก (ผ่านคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง, แม่น้ำท่าจีน, แม่น้ำน้อย, คลองชัยนาท-ป่าสัก เป็นต้น) เพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค


ความจุอ่างเก็บน้ำ เนื่องจากเป็นเขื่อนทดน้ำ ความจุในลำน้ำหน้าเขื่อนจึงมีน้อยมาก อยู่ที่ประมาณ 100 – 200 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่านั้น 


กลไกการทำงาน ไม่ได้มีไว้เพื่อ "กักเก็บมวลน้ำมหาศาล" แต่ทำหน้าที่เป็น "วาล์วจัดจราจรน้ำ" เพื่อตัดยอดน้ำ (Peak Flow) ออกไปทางซ้าย-ขวา และควบคุมปริมาณน้ำไหลตรงผ่านตัวเขื่อนลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน



เขื่อนเจ้าพระยา  ปราการสำคัญสกัดน้ำท่วม กทม.

มวลน้ำจากภาคเหนือที่ไหลผ่านจุดวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ จะมารวมกันที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี มวลน้ำทั้งหมดจะทะลักลงสู่อ่างทอง อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานครทันที


เขื่อนเจ้าพระยาจึงเป็น "จุดยุทธศาสตร์" ที่กรมชลประทานใช้บริหารจัดการน้ำ โดยการสลับเปิด-ปิดบานประตูระบายน้ำทั้ง 16 บาน ร่วมกับการผันน้ำออกฝั่งตะวันตกและตะวันออก เพื่อควบคุมอัตราการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยสำหรับพื้นที่ท้ายเขื่อน


เปรียบเทียบอัตราการระบายน้ำ  ปี 2554, ปี 2568 และปี 2569

การดูว่าตัวเลขการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในระดับวิกฤตหรือไม่ สามารถเปรียบเทียบจากสถิติสำคัญ ได้แก่:


ปี พ.ศ.

สถานการณ์และปัจจัยหลัก

อัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา (ลบ.ม./วินาที)

ผลกระทบต่อพื้นที่ กทม. และปริมณฑล

2554 (มหาอุทกภัย)

พายุเข้าไทยต่อเนื่อง 5 ลูก น้ำเต็มเขื่อนใหญ่ตอนบนตั้งแต่ต้นฤดู

3,600 – 3,700+

ท่วมกว้างขวางและยาวนาน คันกั้นน้ำเอาไม่อยู่

2568 (ปีน้ำมาก/ฝนสะสม)

พายุและร่องมรสุมพาดผ่าน น้ำเหนือไหลเข้า C.2 นครสวรรค์เฉียด 3,000 ลบ.ม./วิ

2,200 – 2,800

พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนท่วมหนัก แต่ กทม. ฝ่าวิกฤตได้

2569 (ปีปัจจุบัน)

การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ มวลน้ำเหนือทยอยไหลผ่าน

1,750 – 2,300 (คุมไม่เกิน 2,500)

อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง กทม. ปลอดภัยจากน้ำเหนือ


ปี 2554 (มหาอุทกภัย) ปริมาณน้ำเหนือมีมหาศาล เขื่อนใหญ่ด้านบนเต็มความจุ เขื่อนเจ้าพระยาต้องเร่งระบายน้ำเกินกว่า 3,600 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเกินศักยภาพที่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างจะรับได้ (รับได้ประมาณ 2,500 - 3,000 ลบ.ม./วินาที) ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งและเข้าท่วม กทม. และปริมณฑลเป็นวงกว้าง 


ปี 2568 ปริมาณน้ำฝนสะสมและน้ำเหนือค่อนข้างมาก มีการปรับการระบายน้ำขึ้นไปแตะระดับ 2,700 – 2,800 ลบ.ม./วินาที ทำให้ชุมชนริมน้ำนอกคันกั้นน้ำใน จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และอยุธยา ได้รับผลกระทบหนัก แต่เนื่องจากมีการพร่องน้ำในแม่น้ำสายหลักและคูคลองล่วงหน้า กทม. จึงยังคงปลอดภัย 


ปี 2569 (ปัจจุบัน) ปริมาณน้ำและการบริหารจัดการควบคุมการระบายน้ำให้อยู่ในระดับประมาณ 1,750 – 2,300 ลบ.ม./วินาที โดยศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ตั้งเป้าหมายคุมอัตราการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้มวลน้ำรวมกับลำน้ำสาขาไหลผ่าน กทม. ไม่เกิน 3,000 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเป็นจุดวิกฤตที่แนวคันกั้นน้ำของกรุงเทพฯ ยังรองรับได้