ไขคำตอบทำไมฝนหยุด แต่บางจุด กทม.ยังท่วมสูง “หน่วยงานน้ำ-นักวิชาการ” ชี้ข้อจำกัดเชิงพื้นที่แอ่งกระทะ-หลังเต่า คลองหลักรับน้ำรอบทิศแต่บางส่วนยังสูบได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ คาดสถานการณ์กลับสู่ปกติ 1 สัปดาห์
จากกรณีฝนถล่มกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา จนเกิดน้ำท่วมสูงในหลายพื้นที่ ถนนไม่สามารถสัญจรได้ แม้ล่าสุดวันนี้ (27 ก.ย.) ฝนจะเบาบางลง แต่หลายพื้นที่ยังมีระดับน้ำท่วมขังสูง บางแห่งท่วมสูงกว่าเดิม จนประชาชนเกิดข้อสงสัยถึงสาเหตุที่แท้จริง
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามประเด็นนี้ กับ นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ (ศอน.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
นายฐนโรจน์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝนในตอนนี้เคลื่อนตัวไปทางภาคตะวันตก ทำให้ฝนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เบาบางลง แม้จะมีกลุ่มเมฆเคลื่อนตัวตามมาแต่ก็ไม่ได้เป็นกลุ่มใหญ่ที่จะส่งผลให้เกิดฝนตกแช่เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ ในส่วนของบางพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังสูงอยู่หรือท่วมสูงมากขึ้นแม้ไม่มีฝนตกเพิ่มนั้น สาเหตุน่าจะเกิดจากการที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำมีน้ำขัง และรอการระบายน้ำมากกว่า
ก่อนหน้านี้ กทม.ได้มีการเตรียมการรับมือฝน โดยการลดระดับน้ำในแต่ละลำคลองให้อยู่ในระดับต่ำสุด แต่ในช่วงที่ฝนถล่มโดยเฉพาะวันที่ 25-26 ก.ย.ทำให้จุดที่กรุงเทพฯ ได้เตรียมไว้มีระดับน้ำสูงกว่าวิกฤต โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดเชิงกายภาพ เช่นเป็นแอ่งกระทะ หรือเป็นพื้นที่หลังเต่า
นอกจากนี้บางส่วนไม่สามารถระบายน้ำออกมาถึงบ่อสูบน้ำได้ทัน แม้จะมีเครื่องสูบมากก็อาจทำหน้าที่ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ต้องเปิดใช้งานเพียงไม่กี่เครื่องเพื่อรอน้ำไหลเติมเข้าบ่อสูบเสียก่อน เพราะหากระดับน้ำต่ำไปเครื่องสูบน้ำก็ไม่สามารถทำงานได้ ทั้งยังมีข้อจำกัดเครื่องเสีย หรือต้องหยุดพักเพื่อหมุนเวียนการใช้งาน เช่น ที่สถานีสูบน้ำรังสิตมี 20 เครื่อง แต่จะเปิดใช้งาน 15 เครื่องหมุนเวียนกันไป มีการพักใช้งาน เป็นต้น และหากน้ำไหลมาไม่ทันก็อาจต้องลดจำนวนลงอีก
ขณะเดียวกันอาจมีการเปิดบานระบายน้ำเพื่อดันมวลน้ำออกไปในช่วงน้ำทะเลลด แต่หากปิดช้าก็อาจทำให้มีน้ำทะเลหนุนกลับเข้ามาได้บ้าง ซึ่งในช่วงวันที่ 25 -30 ก.ย.69 มีน้ำทะเลหนุนอยู่
ขณะที่ รศ.ดร.เสรี คาดการณ์ว่า การที่หลายพื้นที่ยังคงท่วมสูงอยู่แม้ไม่มีฝนตกแล้ว เนื่องจากน้ำในคลองยังสูง โดยไม่ใช่แค่กรุงเทพมหานครแต่ทุกพื้นที่รอบกรุงเทพฯ กำลังเร่งระบายน้ำลงคลองทำให้มีน้ำเติมลงคลองต่อเนื่อง
“ประเด็นคือตอนนี้ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ แต่ทุกพื้นที่ผันน้ำลงคลอง กำลังสูบที่ปลายคลองก่อนลงแม่น้ำจึงสู้ไม่ไหว หากระดับน้ำไม่ลดลง ก็แสดงว่าการสูบสู้ได้เท่านี้”
รศ.ดร.เสรี แนะนำว่าควรมีการจัดบล็อกในการระบายน้ำ ประเมินว่าแต่ละบล็อกมีปริมาณน้ำมากน้อยแค่ไหน ต้องใช้เครื่องสูบน้ำเท่าไหร่และค่อยๆ เคลียร์ทีละบล็อก จะสามารถดำเนินการได้เร็วมากขึ้น ในส่วนของน้ำท่วมถนนและมีรถจอดเสียหาย ควรมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปภ. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เข้ามาเยียวยาสภาพจิตใจและแนะนำแนวทางดำเนินการ นอกจากนี้ทาง กทม.ต้องเข้ามาสื่อสารให้ชัดเจนกับประชาชนในแต่ละพื้นที่ว่าระดับน้ำจะลดลงเมื่อใด
คาดกลับสู่ปกติใน 1 สัปดาห์
ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำ นายฐนโรจน์ เปิดเผยว่ามี “คลองระพีพัฒน์” ซึ่งเป็นคลองรับน้ำด้านเหนือ ซึ่งทางการได้มีการปรับลดการระบายน้ำ ผันน้ำออกมาทางเขื่อนพระราม 6 เพื่อไม่ให้มีน้ำเข้ามาเติมในจุดที่กำลังท่วมสูงอยู่
ทั้งนี้ระบบสูบน้ำในภาวะปกติ จะยอมให้น้ำท่วมขังได้ 3 ชั่วโมง และสามารถพร่องน้ำจากลำคลองสู่แม่น้ำให้น้ำในคลองอยู่ในระดับต่ำสุดได้ในเวลา 1 วัน แต่ขณะนี้ระดับน้ำในลำคลองต่างๆ ของกรุงเทพฯ เกือบ 80% ยังอยู่ในเกณฑ์สีแดง โดยมีปริมาณน้ำไหลมารวมเพื่อรอเร่งสูบระบายแต่มีฝนตกลงมาเติมน้อยแล้ว
คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายใน 1-2 วัน ยกเว้นพื้นที่ลุ่มต่ำ หรือพื้นที่ที่ระบบระบายน้ำไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากมีลักษณะเป็นแอ่ง ก็ต้องมีการเข้าไปสูบน้ำเพิ่มเติมเป็นรายพื้นที่ คาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายใน 1 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับกำลังของแต่ละเขต หรืออาจมีการแชร์เครื่องมือกันร่วมกับเขตที่กลับสู่ปกติแล้ว
จับตามวลน้ำเหนือ
นายฐนโรจน์ เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ กลุ่มฝนที่เคลื่อนไปยังภาคตะวันตกจะเคลื่อนขึ้นต่อไปยังพื้นที่ตอนบนเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้อาจมีน้ำเพิ่มเติมได้ ซึ่งหากมีฝนตกเพียง 1 วัน ไม่เกิน 100 มิลลิเมตร จะไม่ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสถานการณ์จะดีขึ้นต่อเนื่อง แต่หากตกมากกว่านั้นต้องติดตามการปรับแผนการระบายน้ำอีกครั้ง
ทั้งนี้มีการวางแผนตั้งกรอบการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งหากมีการระบายน้ำในระดับนี้จะทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่กรุงเทพฯ มีระดับน้ำสูงขึ้นไม่เกิน 30-50 ซม. หรือระดับน้ำอยู่ที่ +2 (สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 2 เมตร) ซึ่งยังไม่เกินคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาของ กทม.ซึ่งอยู่ที่ +3.5 เชื่อว่ายังรับมือได้
การแก้ปัญหาระยะยาว
ในการแก้ปัญหาเชิงกายภาพของพื้นที่ในระยะยาวถือเป็นงานใหญ่ นายฐนโรจน์ ชี้ว่าขณะนี้มีโครงการบริหารจัดการน้ำชลประทานขนาดใหญ่ อย่างโครงการชัยนาท-ป่าสัก หรือโครงการป่าสักใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่ภาคกลาง
รวมถึงการขยายคลองทั้งแนวตั้งและแนวขวางในกรุงเทพ ปรับปรุงให้มีความลาดชันดีขึ้น เพื่อให้มีการระบายน้ำได้ลื่นไหลมากขึ้น เช่น คลองประเวศที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ น้ำในคลองต้องสูงจนเอ่อล้นก่อนจึงจะสามารถระบายลงไปพื้นที่ด้านล่างได้
กทม.เร่งระบายน้ำจากคลอง
ข้อมูลล่าสุดวันนี้ (27 ก.ย.) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์ฝนในพื้นที่ดีขึ้น เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่ส่งผลกระทบในช่วง 3 วันที่ผ่านมาได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกแล้ว ฝนที่ตกในปัจจุบันจึงเป็นฝนมรสุมตามปกติ และปริมาณฝนที่จะเข้ามาเติมจะลดลง
อย่างไรก็ตามสำนักการระบายน้ำยังคงเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มคลองที่อยู่ใกล้แนวแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มมีระดับน้ำลดลง แต่คลองสายหลักยังคงมีปริมาณน้ำสูงในระดับวิกฤต (สีแดง) ได้แก่ คลองเปรมประชากร, คลองลาดพร้าว, คลองแสนแสบ และคลองคลองประเวศบุรีรมย์ เนื่องจากมีอุปสรรคสำคัญคือ เมื่อเร่งเดินเครื่องสูบน้ำออกจากคลองหลัก มวลน้ำจากพื้นที่โดยรอบจะไหลเข้ามาเติมเต็มในระบบอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งแนวทางการบริหารจัดการน้ำหลังจากนี้ กทม. จะมุ่งเน้นการอัดระบายน้ำในคลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์ โดยผลักดันน้ำจากฝั่งตะวันออกไล่ไปทางตะวันตกเพื่อออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเมื่อระดับน้ำในคลองหลักเหล่านี้เริ่มลดระดับลง จึงจะสามารถนำเครื่องสูบน้ำเข้าเคลียร์พื้นที่ตามซอยย่อยต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


