GISTDA เตือนภาคกลาง-ตะวันออกดินอิ่มน้ำ เจอฝนตกหนักสะสมเสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก-น้ำบ่าหน้าดิน เจาะพื้นที่เสี่ยง “กทม.-ลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ต้องเฝ้าระวัง
จากกรณีประเทศไทย กำลังเผชิญ “ฝนตกหนักถึงหนักมาก” ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ในวันที่ 23 - 27 กันยายน 2569 ล่าสุดวันนี้ (25 ก.ย.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA นำเทคโนโลยีจากดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ มาใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศไทยแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชั่น “เช็คน้ำ” โดยข้อมูล ณ เวลา 08:38 น. ชี้ให้เห็นถึงพื้นที่ได้รับผลกระทบและพื้นที่เสี่ยงภัยจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์น้ำท่วมขังภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง พบพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง (สีแดง) ขยายวงกว้างอย่างน่าเป็นห่วง โดยปรากฏครอบคลุมหลายจังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ยาวลงมาถึงปทุมธานี นนทบุรี และบางส่วนของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังพบสัญญาณแจ้งเตือนอันตรายและจุดน้ำขังบนผิวถนนกระจายตัวในเส้นทางสำคัญหลายจุด
ในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบตอนล่างจมมวลน้ำขังตามแนวลุ่มน้ำ โดยภาพถ่ายจากดาวเทียมชี้ให้เห็นกลุ่มพื้นที่เสี่ยงมาก (สีแดง) หนาแน่นในบริเวณภาคอีสานตอนล่าง ครอบคลุมจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด มวลน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและพื้นที่ทำการเกษตรเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่
ภาพรวมทั้งประเทศและการเชื่อมโยงสถานการณ์ปัจจุบัน ภาพรวมระดับประเทศแสดงให้เห็นถึงจุดแจ้งเตือนภัย (สัญลักษณ์สีเหลือง) และจุดอันตราย (สัญลักษณ์สีแดง) ที่กระจายตัวตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ไปจนถึงภาคใต้
การนำข้อมูลดาวเทียมมาประมวลผล ถือเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยให้หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานท้องถิ่น สามารถประเมินทิศทางการไหลของมวลน้ำ วางแผนการระบายน้ำลงสู่ทะเล และเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที
GISTDA ได้เน้นย้ำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สีแดง (เสี่ยงมาก) และพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้ทางน้ำไหล ติดตามการอัปเดตข้อมูลสภาพอากาศและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังการเดินทางในจุดที่มีน้ำขังผิวถนน และเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูง ตลอดจนเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยงและยานพาหนะไปยังพื้นที่ปลอดภัย
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ ดร.สุรัสวดี ภูมิพานิช โฆษก GISTDA เปิดเผยว่า ทาง GISTDA ได้วิเคราะห์ภาพรวมของน้ำท่วมขังจากภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าในห้วงที่ผ่านมาและตรวจพบพื้นที่น้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทำให้มีฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 27 ก.ย.69
ทั้งนี้ในห้วง ส.ค.-ต.ค. ของทุกปีเป็นช่วงที่ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทยเป็นปกติ แต่อาจมีความหนักเบาแตกต่างกันไปตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยหากมองในระบบ “ลุ่มน้ำ” ปัจจุบันลุ่มน้ำที่มีความเสี่ยงจะมีน้ำมาก ล้นตลิ่งคือ “ลุ่มน้ำเจ้าพระยา” โดยจากข้อมูลความชื้นในดินที่ทาง GISTDA วิเคราะห์เอาไว้ พบว่า ดินในพื้นที่ภาคกลางค่อนข้างมีความอิ่มน้ำ มีความชื้นค่อนข้างสูง อีกพื้นที่ที่เสี่ยงสูงคือลุ่มน้ำภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา จ.ปราจีนบุรี รวมถึงบางส่วนของ จ.จันทบุรี จ.ตราด ก็พบความชื้นในดินเพิ่มสูงมากขึ้นเช่นกัน
“ข้อมูลนี้สะท้อนว่า เมื่อดินมีความชื้นสูงมากๆ หากมีฝนตกลงมาเติมอีกอาจทำให้เกิดน้ำไหลบ่าหน้าดินได้ ทำให้ต้องมีการเฝ้าระวัง ในส่วนของพื้นที่สูงต้องเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก”
“กทม.-ลุ่มน้ำเจ้าพระยา” เสี่ยงท่วม
GISTDA ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น “เช็คน้ำ” โดยใช้ข้อมูลฝนคาดการณ์รายชั่วโมง จากกล้อง CCTV ต่างๆ โดยจากข้อมูลประเมินออกมาว่า ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางต้องมีการเฝ้าระวังเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากข้อมูลความชื้นในดินสูง ข้อมูลคาดการณ์พบมีฝนตกต่อเนื่องในอีก 2-3 วันทำให้มีน้ำเติมเข้ามาในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงมีน้ำที่ระบายจากเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้านี้
ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ข้อมูลคาดการณ์ ณ วันนี้ (25 ก.ย.) พื้นที่เสี่ยงคือตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงหลายเขตของกรุงเทพฯ เช่น เขตบางซื่อ จตุจักร พญาไท ดินแดง อย่างไรก็ดีต้องมีการติดตามปริมาณน้ำฝนในห้วงต่อไป หากฝนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ข้อมูลคาดการณ์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปได้
หากมีน้ำทะเลหนุนเพิ่มเติมก็จะทำให้การระบายน้ำล่าช้าลง และต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ชุมชนริมน้ำมากขึ้น โดยขณะนี้หลายพื้นที่ริมน้ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา ก็เกิดน้ำท่วมขังแล้วจากการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เช่น อ.บางบาล อ.เสนา
เมื่อสอบถามว่าภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจะคลี่คลายเมื่อใดนั้น โฆษก GISTDA เปิดเผยว่า เขื่อนเจ้าพระยายังมีการระบายน้ำที่ระดับมากกว่า 1,000 ลบ.ม./วินาที ทำให้ยังมีชุมชนริมน้ำได้รับผลกระทบและต้องได้รับความช่วยเหลือ อย่างไรก็ดีต้องติดตามเกณฑ์การระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในช่วง 2-3 วันนี้ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากระบายน้ำลดลง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย
โฆษก GISTDA ทิ้งท้ายถึงประชาชนว่าหน่วยงานรัฐก็มีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย และแม่นยำมากขึ้น ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และเตรียมความพร้อมของตัวเองหากอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ทั้งนี้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปฯ “เช็คน้ำ”


