รับมือฝนตกหนัก 24-27 ก.ย.69 ผอ.ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ยันเขื่อนเจ้าพระยายังเอาอยู่ กางพื้นที่เสี่ยง กทม.-ภาคกลาง-ตะวันออก ชี้เป็นฝนตกพื้นที่ราบท่วมขังรอระบาย ไม่เกิด “มหาอุทกภัย”
จากกรณีกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือน “ฝนตกหนักถึงหนักมาก” ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ในวันที่ 23 - 27 กันยายน 2569 จากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณชายฝั่งเวียดนามตอนกลาง เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อาจเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง และดินถล่ม
วันนี้ (23 ก.ย.69) กรมชลประทาน ออกประกาศด่วนที่สุด แจ้งเตือนสถานการณ์ลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 5 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 11 จังหวัด คือ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ให้เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำ
กรมชลประทาน ระบุว่า จากฝนตกหนัก ทำให้มีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราระหว่าง 1,500-2,000 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลทำให้มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.70-1.70 เมตร บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ บริเวณ อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางปะอิน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา อ.วิเศษชัยชาญ และ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง และหากระบายเกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที จะมีพื้นที่ วัดสิงห์ อ.อินทร์บุรี อ.เมือง อ.พรหมบุรี วัดไชโย จ.อ่างทอง ได้รับผลกระทบเพิ่มเป็นวงกว้าง
ขณะเดียวกันในโลกออนไลน์วานนี้ (22 ก.ย.69) เพจดังเพจหนึ่งได้โพสต์ว่า อีก 120 ชั่วโมง ให้เฝ้าระวัง “มหาอุทกภัย” เริ่มจากภาคตะวันออก ทำน้ำท่วมใหญ่ทั้งภาค และน้ำท่วมที่ราบลุ่มภาคกลาง จะเจอฝนถล่มทั้งกลางวันกลางคืน ตั้งแต่วันที่ 24-27 ก.ย.นี้ ขอให้เตรียมรับมือกับสภาวะฝนตกหนักตกแช่ทั้งวันทั้งคืน บัตรประชาชน อาหาร สิ่งของจำเป็นเตรียมให้พร้อม
ทำให้ในวันนี้ (23 ก.ย.69) นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ได้ออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลจากเพจดังกล่าวอาจเป็นเฟกนิวส์ เจ้าของเพจไม่ได้มีเครื่องมืออะไรที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ยืนยันว่ารัฐบาลมีหน่วยงาน กรมอุตุนิยมวิทยา ที่เตือนภัยพิบัติ ในการให้ข้อมูลเรื่องน้ำ พร้อมยอมรับว่ามีการประเมินสถานการณ์น้ำในช่วงวันที่ 24-26 กันยายนนี้ ว่าจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ไม่ถึงขนาดที่เป็นข่าว ยืนยันว่ามีการเตรียมพร้อมของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีมาตรการป้องกันแล้ว
“เพราะฉะนั้นมั่นใจว่าที่เป็นข่าวอาจเป็นเฟกนิวส์ทำให้ตื่นตระหนกมากกว่า แต่ยอมรับว่าขณะนี้มีข้อมูลอยู่ว่ามีฝนตกในบางพื้นที่ แต่ไม่ถึงขนาดนั้น รัฐบาลเอาอยู่”
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับนายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ (ศอน.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ถึงสถานการณ์น้ำล่าสุด และพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดน้ำป่าไหลหลาก-น้ำท่วมขัง รวมถึงความชัดเจนของ “มหาอุทกภัย”
“เขื่อนเจ้าพระยา” ยังเอาอยู่
นายฐนโรจน์ เปิดเผยว่า การที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำที่ 1,800 ลบ.ม./วินาทีนั้น ถือเป็นระดับเริ่มเตือนภัยและต้องเฝ้าระวังสูง โดยจากการประชุมร่วมกับจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ คือจังหวัดเหนือเขื่อนคือ อุทัยธานี และท้ายเขื่อน 10 จังหวัด พบว่ายังสามารถรับมือสถานการณ์ได้ยังไม่ล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน ยกเว้นพื้นที่ลุ่มต่ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ปกติหากมีการระบายน้ำเกิน 700 ลบ.ม./วินาที ก็จะเริ่มได้รับผลกระทบ รวมถึงพื้นที่บางส่วนของ จ.อ่างทอง
ในส่วนนี้ทางรัฐบาล โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะประธาน และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รองประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ได้มีการสั่งการให้มีการหน่วงน้ำในพื้นที่เหนือเขื่อนและผันน้ำไปในพื้นที่นาที่มีการเก็บเกี่ยวแล้ว หรือลำคลองทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของเขื่อนให้ได้มากที่สุด เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาและใช้เป็นแหล่งน้ำในการเกษตรต่อไป โดยกรมชลประทานจะผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง จากอัตรา 400-450 ลบ.ม./วินาที เป็นราว 500 ลบ.ม./วินาที
ทั้งนี้จากการประเมินด้วยแบบจำลอง คาดการณ์ว่าในช่วงฝนตกหนัก 24-27 ก.ย.นี้ เขื่อนเจ้าพระยาจะระบายน้ำไม่เกินระดับ 2,000 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเชื่อมั่นว่ายังบริหารจัดการได้
“หากยังไม่เกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที ก็ยังถือว่ายังควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์น้ำจากแม่น้ำต่างๆ มวลน้ำจากแม่น้ำปิงไหลมาถึงจังหวัดนครสวรรค์และมวลน้ำตอนบนเริ่มลดลง ขณะที่แม่น้ำยมก็ไหลจากตอนบนเกือบหมดแล้ว ขณะนี้หน่วงอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งน้ำที่กำลังจะเข้ามาเติมอีกจะเป็นปริมาณน้ำจากแม่น้ำน่าน ซึ่งปริมาณน้ำที่นครสวรรค์ขณะนี้ก็เริ่มทรงตัวแล้ว และเพียงพอที่จะรับน้ำที่กำลังลงมาได้”
เปิดพื้นที่เสี่ยง กรุงเทพฯ ภาคกลาง ตะวันออก
นายฐนโรจน์ เปิดเผยต่อว่า ในส่วนของน้ำจากมวลฝนที่กำลังเคลื่อนตัวมาในวันที่ 24-27 ก.ย.69 จะเคลื่อนตัวตั้งแต่ภาคตะวันออก จากนั้นก็จะขยับเข้าสู่ภาคกลาง ซึ่งมี 3 จังหวัดเสี่ยงสูง เนื่องจากมีปัญหาระบบการระบายน้ำไม่ดี คือ จ.นนทบุรี โดยเฉพาะบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ, จ.สมุทรปราการ โดยเฉพาะถนนบางนา-ตราด ถนนแบริ่ง และกรุงเทพฯ
ทั้งนี้น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจะอยู่ในลักษณะ “น้ำขังรอกการระบาย” โดยคาดว่าจะมีฝนตกประมาณ 100 มิลลิเมตร ซึ่งศักยภาพในการรับน้ำฝนของทั้ง 3 จังหวัดอยู่ที่ 60-80 มิลลิเมตร หากตกแล้วหยุดและมีเวลาให้ระบายน้ำก็คาดว่าจะสามารถรับมือได้ แต่อาจเป็นการตกต่อเนื่องก็อาจเกิดน้ำท่วมขัง 60-80 ชม.ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ
อย่างไรก็ดีจากสถิติที่ผ่านมา ฝนในประเทศไทยตกหนักต่อเนื่องประมาณ 3 ชม.ก่อนจะหยุดตกหรือกลายเป็นฝนพรำเล็กน้อย ซึ่งหากเกิดน้ำท่วมขังก็อาจอยู่ที่ราว 3 ชม.ก่อนค่อยๆ ระบายออกไป และระบบระบายน้ำเองก็ถูกออกแบบมาให้สามารถสูบน้ำออกได้ภายใน 3 ชม.เช่นกัน
ทั้งนี้ใน 3 จังหวัดได้มีการเตรียมรับมือ โดยการลดระดับน้ำในคลองต่างๆ ไปอยู่ในเกณฑ์ต่ำที่สุดเพื่อรองรับฝน เตรียมเครื่องสูบน้ำ การกำจัดขยะที่จะขวางทางน้ำหรือท่อน้ำ เพื่อให้น้ำสามารถระบายได้อย่างสะดวก
ผอ.ศอน.เผยว่า ฝนที่กำลังเกิดขึ้นเป็นกลุ่มเมฆที่มีขนาดใหญ่มาก และมีลักษณะของ “การม้วนวน” คือเกิดจากการที่หย่อมความกดอากาศหมุนทวนเข็มนาฬิกา และวิ่งเข้าไปชนบริเวณหน้าเขา และเกิดการกระทบกระแทกค่อนข้างมาก ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และฝนตกหนักมาก ซึ่งกรณีนี้ทำให้บริเวณหน้าเขา โดยเฉพาะ จ.นครนายก จ.ปราจีนบุรี หรือฝั่งภูเขาใน จ.นครราชสีมา เกิดฝนตกหนักและอาจมีน้ำหลากได้ และอาจขยับไปถึง จ.เพชรบูรณ์ ได้และทำให้เขื่อนป่าสักมีโอกาสน้ำล้นได้
ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเสี่ยงเกิดดินถล่มในพื้นที่เหล่านี้ โดยเฉพาะเทือกเขานครนายก ปราจีนบุรี เนื่องจากขณะนี้ความชื้นในดินค่อนข้างสูง แต่ก็เสี่ยงน้อยกว่าพื้นที่ภาคเหนือซึ่งดินเกาะตัวน้อยกว่ามีโอกาสพังทลายง่ายกว่า
ในส่วนของภาคตะวันออก โดยเฉพาะใน จ.นครนายก และ จ.ปราจีนบุรี มีโอกาสสูงที่จะเกิดน้ำหลากในลักษณะน้ำมาเร็วและไปเร็ว คล้ายกับน้ำท่วม จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา และอาจมีน้ำล้นตลิ่ง ซึ่งหากไม่วิกฤตมากระดับน้ำอาจท่วมสูง 20-30 ซม. และในพื้นที่ลุ่มต่ำอาจอยู่ที่ 50 ซม. รวมถึง จ.ชลบุรี ในพื้นที่น้ำไหลผ่านถนน อ.ศรีราชา ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงมาก เพราะปกติมีฝนตกเพียง 60 มิลลิเมตรก็เกิดน้ำหลากท่วมถนนแล้ว
นอกจากนี้ กลุ่มฝนดังกล่าวจะกระทบกับภาคตะวันตกของไทยด้วย มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะใน จ.กาญจนบุรี จ.ราชบุรี ซึ่งจะมีฝนตกหนักสะสมในวันที่ 25-26 ก.ย.69
ยืนยันยังไม่เกิด “มหาอุทกภัย”
ในส่วนของกระแสข่าวจะเกิด “มหาอุทกภัย” ในภาคตะวันออกและภาคกลางนั้น ผอ.สทนช. มองว่าเป็นการตีความจากความหนักของฝน โดยแหล่งข่าวมองว่าเป็นการ “ตกแช่” และรวมปริมาณน้ำฝน และพบว่ามีโอกาสที่จะเกิดฝนตกหนักหรือน้ำท่วม
ซึ่งทางภาครัฐเองก็คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกในบริเวณพื้นที่ตามกระแสข่าว แต่การเกิด “มหาอุทกภัย” นั้น ต้องเกิดในบริเวณพื้นที่ฝั่งเขาหรือเป็นมวลน้ำก้อนใหญ่หลากมาจากทางภาคเหนือ จนไม่สามารถจัดการได้ทัน มีระดับน้ำท่วมสูง 2-3 เมตร แต่ลักษณะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นฝนที่ตกลงมาตรงๆ ในพื้นที่ราบ ทำให้ท่วมในลักษณะน้ำเอ่อล้นรอการระบาย ก่อนจะค่อยๆ ลงสู่แม่น้ำไหลสู่ทะเลต่อไป
“ฝนที่ตกตอนนี้ อยู่ในกลุ่มของพื้นที่ตอนล่าง ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาไม่ใช่การตกเหนือเขื่อน ซึ่งเป็นพื้นที่ราบแทบทั้งสิ้นยกเว้นในฝั่งเขาบางส่วน หรืออาจตก 100-200 มิลลิเมตรในบางพื้นที่ เช่น ปราจีนบุรี นครนายก และเกิดเป็นน้ำหลากลงมาเติมเท่านั้น ไม่มีโอกาสที่จะเกิดมหาอุทกภัย”
นายฐนโรจน์ ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับสภาวะเอลนีโญ ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ผันแปรของสภาพอากาศ ในบางพื้นที่ประเทศไทยก็เกิดภัยแล้ง น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ อยู่ในเกณฑ์น้อย แต่ในบางพื้นที่ก็มีโอกาสเกิดฝนตกในระยะเวลาสั้นๆ แต่รุนแรง จนเกิดน้ำหลากน้ำท่วมขังได้
ฉะนั้นอย่านิ่งนอนใจ แม้อยู่ในพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดภัยพิบัติมาก่อน อยากให้มีการติดตามสถานการณ์น้ำและรับฟังข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากมีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานภาครัฐก็อยากให้เฝ้าระวัง อย่างน้อยหากไม่เกิดขึ้นก็ดีกว่าการที่เราไม่มีการเตรียมตัวเลย


