กล้าธรรม จ่อซบรัฐบาล “นักวิชาการ” คาดเฉือนลูกเทพแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี เสริมเสถียรภาพรับมือสถานการณ์รุมเร้า ชี้เป็นจังหวะเหมาะ ปิดช่องต่อรองสินสอดเพิ่มก่อนศึกซักฟอก - สกัดรวมขั้ว “แดง-เขียว” ลุ้นยื้ออยู่ต่อครบเทอม   

จากกรณีวันที่ 21 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ถึง “พรรคกล้าธรรม” หลุดจากวิปฝ่ายค้าน โดยระบุว่า

กรณีที่เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา “พรรคกล้าธรรม” ซึ่งเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีจำนวน สส. 58 คน ได้ลงมติเห็นชอบกับ พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการขัดมติของวิปฝ่ายค้าน และก่อให้เกิดคำถามถึงสถานะและเจตนารมณ์ของพรรคกล้าธรรมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลปัจจุบัน รวมถึงมีความไม่ชัดเจนในการยื่นญัตติและลงมติในวาระอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

นายพริษฐ์ เปิดเผยต่อว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีการหารือจากตัวแทนพรรคกล้าธรรม และได้ตกลงร่วมกันในการปรับพรรคกล้าธรรม ออกจากองค์ประกอบของคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) เพื่อให้กลไกของรัฐสภาที่ถูกออกแบบไว้สำหรับฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ถูกใช้โดยพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ทั้งนี้จะมีการนำเสนอรายชื่อกรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่ ต่อผู้นำฝ่ายค้านฯ เพื่อพิจารณาเสนอต่อประธานสภาตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะมีผลให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วย 5 พรรค คือ พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคไทยภักดี, พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทรวมพลัง ซึ่งเพิ่มเข้ามาในสมัยประชุมนี้ หลังจากพรรคเริ่มมีการลงมติในทิศทางเดียวกันกับฝ่ายค้านในวาระสำคัญ เช่น พ.ร.ก. เงินกู้, พ.ร.บ. งบประมาณ 2570 ซึ่งทั้ง 5 พรรคจะเดินหน้ายื่นญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเร็วที่สุด

เหตุการณ์นี้นำมาสู่การตั้งคำถามว่าหาก “พรรคกล้าธรรม” กำลังเตรียมเข้าร่วมกับรัฐบาล และจะส่งผลต่อตำแหน่งใน ครม.และทิศทางการเมืองของประเทศไทยอย่างไร?

เฉือน “ลูกเทพ” ดึง “กล้าธรรม” เสริมแกร่งรัฐบาล

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เนื่องจากมีสัญญาณมาโดยตลอดว่าสุดท้ายแล้ว ประตูในการเข้าร่วมรัฐบาลต้องเปิดให้กับ "พรรคสีเขียว" เพื่อสร้างเสถียรภาพจากปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้า และสกัดไม่ให้เกิดดีลใดที่จะกระทบต่อรัฐบาลภูมิใจไทย

“ที่ผ่านมาทีท่าทีว่าพรรคร่วมรัฐบาลเท่านี้ไม่เพียงพอ ภูมิใจไทยอาจจะมีความมั่นใจในช่วงหลังการเลือกตั้ง ว่ามี สส.ถึง 190 คน ดึงเพื่อไทยมาเสริมทัพพรรคเดียวก็พอทั้งมีพรรคเล็กเป็นอะไหล่อีกเพียบ ในตอนนั้นก็อาจให้ความหวังกับกล้าธรรมไปก่อนเพื่อไม่ให้ขยับตัวมากเพราะหวังรอร่วมรัฐบาล โดยวางเกมแบบนี้ไว้สัก 1 ปี

แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ต่างๆ รุมเร้า แค่จัดการสิ่งที่เกิดขึ้นรัฐบาลก็เหนื่อยมากแล้ว ทั้งยังต้องระแวงด้วยว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงในขั้วรัฐบาลหรือไม่เช่น กลุ่มในพรรคอาจจับมือกับแดง แดงร่วมกับเขียว ซึ่งกล้าธรรมที่ตอนแรกคิดว่าคุมได้ก็ไม่ได้นั่งรอร่วมรัฐบาลเฉยๆ โดยไม่เคลื่อนไหวอะไร ดังนั้นการดึงเข้ามาในจังหวะนี้เลยก็เป็นเรื่องที่ดี ถือเป็นการเติมเสถียรภาพของรัฐบาลให้ชัด โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

ดร.สติธร มองว่า การดึงเข้ามาตอนนี้ ก็เป็นการตัดความเสี่ยงที่พรรคกล้าธรรมจะใช้โอกาสการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในการต่อรองผลประโยชน์ที่มากขึ้น แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการปรับ ครม.เมื่อไหร่อย่างไร แต่ก็เป็นการ “หมั้นหมาย” เอาไว้ เพื่อไม่ให้มาขอสินสอดเพิ่มในวันแต่ง

ในการต่อรองเรื่องตำแหน่งใน ครม.นั้น ภูมิใจไทยอาจต้องยอมเฉือนเนื้อตัวเอง โดยคาดว่ากล้าธรรมจะไม่ได้กระทรวงเกษตรฯ ตามที่คาดหวัง แต่หากได้ก็ต้องมีการจัดสรรเก้าอี้ใหม่ที่พรรคเพื่อไทยพอใจ ซึ่ง สส. 58 คน อาจจะดูเหมือนจำนวนเยอะ แต่หากเทียบเป็นสัดส่วนขั้วรัฐบาล 350 คน ก็อาจได้โควตาเก้าอี้ไม่มากนัก อาจได้เพียง 1 รัฐมนตรีว่าการ และ 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการ

 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากนี้พรรคภูมิใจไทยก็มีแรงกดดันภายในอยู่แล้วจากกลุ่มต่างๆ เนื่องจากการจัดสรรตำแหน่งในปัจจุบันยังอยู่ที่กลุ่มแกนหลักของพรรค หรือกลุ่มที่เรียกว่า “ลูกเทพ” ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ยังไม่ได้จำนวนรัฐมนตรีตามสัดส่วน

ดร.สติธร คาดเดาว่า น่าจะมีการตกลงเงื่อนไขกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมีการปรับตำแหน่งระหว่างวาระรัฐบาล โดยดึงตำแหน่งบางส่วนจากแกนหลักของพรรคไปกระจายให้กลุ่มอื่นๆ และในจังหวะที่ต้องจัดสรรตำแหน่งใหม่ก็อาจเป็นจังหวะเหมาะที่จะดึงกล้าธรรมเข้ามา

“อย่างไรก็ต้องมีการสละ “ลูกเทพ” บางกลุ่มบางส่วนออกไป โดยถือว่าอย่างน้อยๆ ได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว ก็หมุนเวียนให้พี่ๆ คนอื่นเข้ามาบ้าง ก็ถือเป็นจังหวะที่สามารถจัดสรรเก้าอี้ใหม่ได้ หากจะนำกล้าธรรมเข้ามา”

ในส่วนของการเข้ามาของพรรคกล้าธรรม จะส่งผลกระทบต่อท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยหรือไม่นั้น ดร.สติธร มองว่า น่าจะมีการประเมินแล้วว่าพรรคเพื่อไทยคงไม่มีท่าทีแข็งขืนมากนัก และยังสามารถเจรจาต่อรองได้

“ก่อนหน้านี้เองก็มีกระแสข่าวหรือเคยเห็นสัญญาณว่าทางพรรคกล้าธรรมเอง อาจเคยมีแผน “ทางลัด” หากภูมิใจไทยไม่ดึงเข้าร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคกล้าธรรม ก็พร้อมที่จะแปลงตัวเองร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคเพื่อไทยด้วยการขับตัวเองออกแล้วย้ายพรรค 

ขณะที่ทางพรรคเพื่อไทยเองก็พยายามสั่งสมคะแนนเพื่อกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม แต่หากโอกาสยังไม่เกิดหรืออาจทำได้ยากในยุคนี้ ทางลัดโดยการบวกรวมกับพรรคกล้าธรรม ก็ถือเป็นการสมประโยชน์ทั้งคู่ จากพรรคละ 70 หรือ 50 ก็กลายเป็นพรรคที่มี สส. 100 กว่าคน”

สถานการณ์ในตอนนี้ ภูมิใจไทยต้องรับศึกหลายด้าน การดึงกล้าธรรมเข้ามาก็จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ในทุกๆ เรื่อง และหากสถานการณ์ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ขยายวงหรือแตกหน่อออกไปเพิ่มเติม คาดว่าสถานะของรัฐบาลก็น่าจะดีขึ้น

“อย่างในวันนี้ คุณอนุทินก็พูดเองว่าเสถียรภาพรัฐบาลเข้มแข็งมาก ความสัมพันธ์กับระบบราชการหรือกองทัพก็ดี ดังนั้นหากจะมีการเติมกล้าธรรมเข้ามาจริง เสถียรภาพก็น่าจะแน่นปึ้กเข้าไปอีก และก็คงมั่นใจว่ารัฐบาลจะอยู่ได้อีกยาว อาจไม่ต้องมีเป้าหมายถึงครบเทอม แต่อย่างน้อยสัก 3 ปีก็ยังพอไหว ซึ่งการจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลด้วย ว่าจะเลือกยุบสภาก่อนหรือไม่ เมื่อใด”

อย่างไรก็ดี ต้องมีการจับตากันต่อไป เพราะในตอนนี้ยังเห็นแค่ความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคกล้าธรรมที่ชัดเจนฝ่ายเดียว ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีท่าทีปฏิเสธใดๆ ยังแบ่งรับแบ่งสู้ ส่วนทางนายอนุทินอาจมีสัญญาณที่ชัดเจนมากว่า และเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง เช่น การพูดเรื่องเสถียรภาพที่เข้มแข็ง ก็อาจเป็นการแสดงความมั่นใจว่าจะมีการเติมเสถียรภาพมากขึ้น อาจได้เป็นตัวเลขเท่ากับผู้ที่ลงมติผ่านงบประมาณ 2570 

ส่วนในกรณีที่พรรคกล้าธรรมออกจากฝ่ายค้าน จะส่งผลต่อเสถียรภาพฝ่ายค้านหรือไม่นั้น ดร.สติธร มองว่า ในฝ่ายค้านก็มีงานทำงานร่วมกันหลักๆ อยู่ 2 พรรคอยู่แล้ว คือพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ในส่วนของพรรคเล็กก็ไม่ได้มีจำนวนเยอะมากจนมีนัยยะสำคัญ ซึ่งต่างฝ่ายก็มีเป้าหมายเดียวกันในการตรวจสอบหรือโจมตีรัฐบาลและเห็นได้ว่าทำงานกันอย่างเต็มที่ เนื่องจากรู้ดีว่าในฐานะฝ่ายค้านต้องแสดงบทบาทเช่นนี้เพื่อเรียกคะแนนและศรัทธาจากประชาชน

โฆษกพรรคภูมิใจไทย ปัดคุยกระแส “พรรคกล้าธรรม” 



ทั้งนี้เมื่อเวลา 15.30 น. วันนี้ (22 ก.ย.69) นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคภูมิใจไทย ประจำสัปดาห์ ว่า เป็นการพูดคุยถึงสถานการณ์การเมือง เช่น วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส่วนเรื่องของพรรคกล้าธรรม ขอไม่ก้าวล่วงเพราะเพิ่งทราบจากข่าว และไม่ทราบว่าวิปฝ่ายค้านมีปัญหาอะไรจนนำพรรคกล้าธรรมออก และนำพรรคอื่นเข้ามา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่วิปฝ่ายค้านต้องตอบเอง

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ในที่ประชุมวันนี้ได้ถามความเห็นของ สส. กรณีกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าว แค่คุยกันว่ากระแสข่าวที่เกิดขึ้นมาจากไหน ซึ่งเป็นเพียงสำนักข่าวต่างๆ ที่วิเคราะห์กัน พวกเรามองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของพรรคร่วมฝ่ายค้านมากกว่า เมื่อถามย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย ตอบว่า ตอนนี้เรามีพรรคร่วมรัฐบาลเท่าที่เห็น

โฆษกพรรคภูมิใจไทย ย้ำด้วยว่า ณ ตอนนี้ทุกพรรคทำงานด้วยกันเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าแต่ละพรรคอยู่ในสถานะใดในสภาฯ ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังคงเดิมตามที่เคยประกาศไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อถามอีกว่าตอนนี้พรรคร่วมรัฐบาลมีพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก นางสาวแนน บุณย์ธิดา ระบุว่า ณ ตอนนี้เป็นแบบนี้ ส่วนวิปฝ่ายค้านก็ประกาศชัดเจนเขาก็ประกาศว่า มีพรรคไหนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายค้าน