ยุคที่กระแสความศรัทธา “จตุคามรามเทพ” ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด ปรากฏการณ์วัตถุมงคลทรงกลมได้สร้างแรงสะเทือนไปทั่วสารทิศ ทว่าในม่านหมอกของพาณิชย์พุทธและมวลชนผู้ศรัทธา มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่า รากแก้วที่แท้จริงของพิธีกรรมอัญเชิญองค์จตุคามรามเทพ มิได้เริ่มต้นจากแผงพระเครื่องหรือการเก็งกำไร หากแต่มาจากศาสตร์คณิตศาสตร์ ดาราวิทยา และเจตจำนงในการปกบ้านคุ้มเมืองของ พล.ต.ท. สรรเพชญ ธรรมาธิกุล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช


ในช่วง พ.ศ. 2528 จังหวัดนครศรีธรรมราชตกอยู่ในยุคมืด อาชญากรรมซุ้มมือปืนและอิทธิพลเถื่อนระบาดหนัก พล.ต.ท. สรรเพชญ (ยศในขณะนั้น) ในฐานะผู้บังคับการตำรวจ ได้มองเห็นว่าปัญหาของเมืองนครฯ ไม่ใช่เพียงเรื่องของคดีอาญา แต่สัมพันธ์กับ "ดวงเมือง" ที่ติดขัดมาแต่โบราณ


การจัดสร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช และการอัญเชิญองค์จตุคามรามเทพในปี 2528–2530 จึงเกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เดียวคือ "การผูกดวงเมืองใหม่ เพื่อคืนความสงบสุขให้แผ่นดิน" โดยการสร้างในยุคนั้นไม่มีการตั้งราคาเช่าบูชา ไม่มีการโปรโมตเชิงพาณิชย์ วัตถุมงคลทั้งหมดถูกแจกจ่ายให้แก่ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และประชาชนผู้ร่วมแรงร่วมใจทำพิธีเท่านั้น

 

ในขณะที่วัตถุมงคลส่วนใหญ่ในประเทศไทยผูกติดกับไสยศาสตร์และการปลุกเสกของพระเกจิอาจารย์ แต่สายของ พล.ต.ท. สรรเพชญ กลับดำเนินไปบนโครงสร้างที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง


ดาราวิทยาและศาสตร์สุริยพราหมณ์ การคำนวณพิธีกรรมไม่ได้ใช้เพียงฤกษ์ยามทั่วไป แต่คำนวณจากการโคจรของดวงดาว ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ตามตำรับศรีวิชัยโบราณ เพื่อกำหนดพิกัดภูมิศาสตร์ในการทำพิธีทั้งบนบกและกลางทะเล


กำเนิดวัตถุมงคลทรงกลม  พล.ต.ท. สรรเพชญ สร้างวัตถุมงคลรูปทรงกลมขนาดใหญ่เป็นครั้งแรก เพื่อให้บรรจุ "ดวงตราสุริยประภา-จันทรประภา" และผูกยันต์ราหู 8 ทิศได้อย่างสมดุลตามหลักจักรวาล


ปฏิมากรรมองค์ตัวแทน กำหนดให้องค์จตุคามรามเทพอยู่ใน "ปางมหาราชลีลา" (ประทับนั่งชันเข่า) ซึ่งอ้างอิงจากพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งยุคศรีวิชัย ผสมผสานกับสัญลักษณ์พญานาค 7 เศียร เพื่อเป็นสื่อกลางในการดึงพลังงานเทวราช (สุริยัน-จันทรา) มาคุ้มครองผู้ถือครอง


พิธีกรรมที่มีจุดสิ้นสุด พล.ต.ท. สรรเพชญ ยืนยันว่า พิธีเบิกฟ้าเปิดเมืองเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เทพยดาได้เสด็จกลับแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำพิธีปลุกเสกซ้ำเพื่อสร้างรุ่นใหม่ๆ ออกมาจำหน่าย


 


ทัศนะตรงและข้อเตือนใจถึง "สมีโชติ"


เมื่อกระแสจตุคามรามเทพขยายอิทธิพลสู่ภาคกลาง ชื่อของ "สมีโชติ" (อดีตพระอาจารย์โชติ) ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำกระแสศรัทธาที่จัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามฯ ออกมาอย่างแพร่หลาย จนสร้างปรากฏการณ์คิวเช่าพระยาวเหยียด


ในฐานะผู้กุมศาสตร์ดั้งเดิม พล.ต.ท. สรรเพชญ ได้เคยแสดงทัศนะไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า การสร้างในลักษณะดังกล่าวเป็นการ "นำนามขององค์จตุคามรามเทพไปผสมผสานกับพิธีพุทธาภิเษกแบบภาคกลาง" ซึ่งผิดเพี้ยนไปจากศาสตร์เทวะโบราณของศรีวิชัย


ท่านยังเคยชี้แจงว่า การกล่าวอ้างว่าสามารถอัญเชิญหรือสื่อสารกับองค์พ่อได้ตลอดเวลาของสมีโชติ เป็นเพียงความเชื่อและการปรุงแต่งส่วนบุคคล เพราะในความเป็นจริง พิธีกรรมเทวเวทดั้งเดิมมิได้มีการประทับทรงหรือสื่อสารเช่นนั้น บทสรุปและความเสื่อมถอยของสมีโชติในเวลาต่อมา จึงกลายเป็นสิ่งยืนยันข้อเตือนใจของ พล.ต.ท. สรรเพชญ ที่ว่า หากนำมหาบารมีขององค์พ่อไปใช้นอกสายศาสตร์ดั้งเดิมเพื่อผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ ย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมในที่สุด