ถอดบทเรียน “รถเร่งมรดก” ผู้สูงอายุขี่รถสามล้อไฟฟ้าออกถนนใหญ่ “เครือข่ายลดอุบัติเหตุ” แนะทางออก 3 ระดับ เริ่มจากครอบครัว-ชุมชน-สังคม ร่วมกวดขันก่อนสูญเสีย

จากกรณี “รถเร่งมรดก” หรือ รถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ผู้สูงอายุใช้เพื่อเดินทางไปในพื้นที่ส่วนบุคคล ถนนสายรองในชุมชน แต่เกิดปัญหามากขึ้นต่อเนื่องหลังมีการนำรถดังกล่าวมาขับขี่บนถนนสายหลัก เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุที่สูญเสียถึงชีวิต เนื่องจากเป็นรถที่มีความเร็วต่ำ โครงสร้างบอบบาง ไม่มีระบบความปลอดภัย เช่น ไม่มีสัญญาณไฟที่ชัดเจน ซึ่งรถรูปแบบดังกล่าวไม่สามารถจดทะเบียนเพื่อใช้งานบนทางสาธารณะได้

ทั้งนี้การนำรถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็กที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ มาวิ่งบนถนนหลวงอาจมีความผิดได้หลายประการ ความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ 2522 มาตรา 6 ห้ามมิให้นำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนมาใช้ในทาง โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

ความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 มาตรา 43 เนื่องจากรถความเร็วต่ำ เมื่อนำไปวิ่งรวมกับรถยนต์ทั่วไป อาจถือเป็นการกีดขวางการจราจรและเสี่ยงก่อให้เกิดอุบัติเหตุ มีโทษปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท และหากนำไปขี่บนทางเท้า จะมีความผิดตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดฯ ปรับสูงสุด 5,000 บาท

กรณีที่โด่งดังอย่าง “ยายสายแว้น” ในหมู่บ้านเศรษฐกิจ ย่านบางแค กรุงเทพฯ ที่เกิดกรณีขับรถออกถนนใหญ่ ขับย้อนศรชนกรวยตำรวจ มีผู้พบเห็นพฤติกรรมหลายครั้งและกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ลงพื้นที่ติดตามและพบว่า คุณยายอาศัยอยู่เพียงลำพังและมีอาการหลังงองุ้มต้องนั่งวีลแชร์ ทำให้ไม่สะดวกหากต้องใช้รถสาธารณะ จะโบกรถแท็กซี่ก็ไม่ค่อยรับ คุณยายจึงซื้อรถสามล้อไฟฟ้าเพื่อขับไปจ่ายตลาดหรือทำธุระส่วนตัว ซึ่งก็เคยเกิดอุบัติเหตุถูกเฉี่ยวชนมาแล้วและไม่มีเงินจาก พ.ร.บ.รถยนต์ มาช่วยเหลือ เพราะรถไม่สามารถทำ พ.ร.บ.ได้เนื่องจากไม่มีทะเบียน

กรณีนี้ก็เป็นอีกเรื่องราวที่สะท้อนว่า “รถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็ก” อาจมีความจำเป็นสำหรับประชาชนบางกลุ่ม แต่หน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบต้องทำอย่างไร ให้ยานพาหนะนี้ มีความปลอดภัยมากขึ้นทั้งต่อตัวผู้ขับขี่และประชาชนคนอื่นๆ ที่ใช้รถใช้ถนน

ยากออกกฎหมายคุม "รถเร่งมรดก" 

นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ให้ความเห็นต่อกรณี “รถเร่งมรดก” ว่าต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ “รถ” ซึ่งมีลักษณะเป็นรถสามล้อไฟฟ้า ที่แรงบิดอย่างจำกัด ถูกออกแบบสำหรับการใช้งานในพื้นที่ขนาดเล็กหรือแค่ในชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุไม่ต้องออกแรงเดิน ไม่เหมาะสำหรับการใช้บนถนนใหญ่ เพราะมีข้อจำกัดของรถที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงมาก ทั้งความเร็วต่ำเสี่ยงต่อถูกชนท้าย การกลับรถไม่ทัน หรือโครงสร้างที่ไม่แข็งแรง เพียงแค่ลูกระนาดเล็กๆ ก็อาจทำให้พลิกคว่ำได้

ส่วนที่ 2 คือ “คนใช้รถ” โดยรถลักษณะนี้แม้จะเป็นคนวัยหนุ่มสาวก็ยังถือว่าใช้งานลำบาก เมื่อเป็นผู้สูงอายุยิ่งมีขีดความสามารถในการใช้งานต่ำลง จากสภาพร่างกาย หูตาไม่ค่อยดี จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะออกในถนนใหญ่

“รถประเภทนี้ขี่ในชุมชน ไปเจอลูกระนาด เจอรถสวนทางมาก็ลำบากแล้ว ยิ่งไปออกถนนใหญ่ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น จนเกิดเป็นปรากฏการณ์เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปีที่ใช้รถสามล้อไฟฟ้า จนถูกตั้งฉายาว่า รถเร่งมรดก”

ในส่วนของกฎหมายนั้นมีการกำกับรถในกลุ่มนี้อยู่แล้ว คือไม่สามารถจดทะเบียนได้ เนื่องจากกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ ซึ่งกฎหมายกำหนดขั้นต่ำที่ 4,000 วัตต์ และไม่สามารถทำความเร็วได้ตามกำหนด คือทำความเร็วได้เพียง 25 กม./ชม. ไม่ถึงเกณฑ์ 45 กม./ชม. 

ในส่วนของการควบคุมการขายนั้นทำได้ยาก เพราะหากใช้งานอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ก็สามารถสร้างประโยชน์ได้ เป็นเครื่องมือช่วยผ่อนแรงผู้สูงอายุ ช่วยให้เดินทางออกไปใช้ชีวิตในละแวกใกล้ๆ แทนที่จะอุดอู้อยู่แค่ในบ้าน

“ในส่วนของการขาย มีเจตนาเพื่อนำรถไปใช้ในละแวกใกล้เคียง ในชุมชนอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่คนนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์มากกว่า ดังนั้นจะออกกฎหมายมาอีกกี่ฉบับก็ไม่รู้จะนำมาบังคับอย่างไรนอกจากจะสั่งห้ามขายไปเลย ซึ่งการห้ามขายอาจกลายเป็นการหนีเสือปะจระเข้ ผู้สูงอายุอาจไปใช้รถมอเตอร์ไซค์แทน และเสี่ยงอันตรายมากยิ่งขึ้น”

นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อํานวยการสํานักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) 
นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อํานวยการสํานักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) 

แนวทางแก้ไข 3 ระดับ 

นายพรหมมินทร์ ชี้ว่าประเด็นที่ควรเน้นย้ำ คือการบังคับใช้กฎหมาย และการกวดขันไม่ให้มีการนำออกมาขับขี่บนถนนใหญ่มากกว่า โดยเสนอแนวทางกวดขันเป็น 3 ระดับ 

  • ระดับที่ 1 คือ “ครอบครัว” 

ลูกหลานต้องสื่อสารกับผู้สูงอายุว่ารถประเภทนี้ให้ใช้งานในบริเวณบ้านหรือชุมชนเท่านั้น โดยให้เหตุผลที่ชัดเจนมากกว่าการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว เพราะผู้สูงอายุอาจต่อต้านได้ หรือในกรณีที่ผู้สูงอายุมีความจำเป็นต้องออกไปทำธุระข้างนอก เช่น ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ลูกหลานสามารถจัดเวรทำหน้าที่ดูแลเป็นพาไปส่งได้หรือไม่ 



ทั้งนี้การที่ผู้สูงอายุขับขี่รถสามล้อไฟฟ้าออกถนนใหญ่ ยังเพิ่มความเสี่ยงด้านภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวด้วย เพราะหากเกิดอุบัติเหตุไม่มี พ.ร.บ.คุ้มครอง ไม่มีการชดเชยและเยียวยา

  • ระดับที่ 2 คือ “ชุมชน” 

ผู้นำชุมชนทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. หรือเจ้าหน้าที่ต่างๆ ต้องมีการพูดคุยกันและออกมาตรการทางชุมชนที่ชัดเจน เช่น มีการประกาศเสียงตามสายหรือติดป้ายย้ำเตือนไม่ให้นำรถสามล้อไฟฟ้าไปใช้นอกชุมชนหรือบนถนนใหญ่ มีการให้ข้อมูลถึงความอันตรายอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ชุมชนถือว่ามีความสำคัญและควรมีบทบาทอย่างมาก ในกรณีผู้สูงอายุบางส่วนที่อยู่เพียงลำพังหรือไม่ได้มีลูกหลานดูแลตลอดเวลา และจำเป็นต้องใช้รถประเภทนี้ในการเดินทางไปทำธุระจำเป็น เช่น ไปซื้ออาหาร ไปรับยาที่โรงพยาบาล ซึ่งชุมชนอาจหามาตรการอื่นมาเสริม โดยทำการสำรวจว่าผู้สูงอายุในชุมชนที่จำเป็นต้องเดินทางมีกี่คนและใครบ้าง ก่อนออกแบบแนวทางช่วยเหลือและป้องกัน เช่น จัดหาอาสาสมัครมาช่วยดูแล จัดเที่ยวรถเพื่อรับ-ส่งผู้สูงอายุไปทำธุระไปโรงพยาบาล เป็นต้น

“มีตัวอย่างที่ดีที่เกิดขึ้นในหลายๆ ตำบล โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เช่น การจัดรถรับส่งดูแลกันและกัน เชิญหมอจากโรงพยาบาลมาให้บริการถึงชุมชน จัดสรรให้ อสม.ดูแลประจำบ้าน ก็จะช่วยลดการเดินทางด้วยตัวเองของผู้สูงอายุได้”

  • ระดับที่ 3 คือ “กลไกของรัฐ” 

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจ อาสาตำรวจ ต้องเข้ามาตรวจสอบหรือป้องกันไม่ให้มีการขับออกนอกพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันตำรวจก็มีการกวดขันเข้าไปตักเตือนเมื่อพบการใช้งาน อย่างไรก็ดีอาจหลุดรอดไปได้ จึงต้องมีการป้องกันตั้งแต่ระดับครอบครัว