เจาะแผล “ดาต้าเซ็นเตอร์” กลางกรุง กทม.สั่งชะลอออกใบอนุญาตรอปิดช่องโหว่กฎหมาย ด้าน ก.พลังงาน เอาผิด ลอบกักตุนน้ำมัน “นักวิชาการ” ชี้หนี้ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่พ้น แนะเร่งจัดโซนนิ่ง-บังคับ EIA
จากกรณีความกังวลการตั้ง “ดาต้าเซ็นเตอร์” กลางกรุงเทพฯ เช่นที่ รามคำแหง 28 หรือย่านพระราม 9 ซึ่งอยู่ใกล้ชุมชนและสถานพยาบาล มีการใช้ไฟฟ้า-น้ำประปามหาศาลที่อาจเสี่ยงกระทบการใช้งานของประชาชน รวมถึงปัญหามลพิษ การปล่อยความร้อนและน้ำเสีย เมื่อการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์มีช่องโหว่ไม่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
ขณะเดียวกันยังมีการสำรองน้ำมันหลายแสนลิตรเพื่อปั่นไฟสำรอง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินหรือไม่ โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน โพสต์ข้อมูลถึง ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่ง ในซอยรามคำแหง 28 เขตบางกะปิ ก็มีการเก็บน้ำมันดีเซลไว้สูงถึง 429,000 ลิตร เสมือนกับการเอาปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ 3-4 ปั๊ม มารวมในที่เดียวกัน
กทม.แจง “ดาต้าเซ็นเตอร์” ขนาดใหญ่มี 6 แห่ง
วันนี้ (2 ก.ย.2569) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวกรณี ดาต้าเซ็นเตอร์กลางเมืองกรุง ว่าใน กทม.มี ดาต้าเซ็นเตอร์ อยู่ราว 30-40 แห่ง ส่วนหนึ่งมีมานานแล้วโดยเป็นระบบภายในของบริษัทหรือเป็นระบบคลาวด์ทั่วไป
ในช่วงหลังที่เทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ในลักษณะ Stand Alone เพื่อให้บริการกับหน่วยงานอื่นๆ โดยตั้งแต่ปี 2564-2565 มีการขออนุญาตจัดตั้งทั้งหมด 6 แห่ง ได้รับใบอนุญาตและเปิดใช้งาน 3 แห่ง(ในช่วงปี 2565-2566) ส่วนอีก 3 แห่งได้สั่งให้มีการระงับและทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน และจะระงับการออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดชั่วคราว จนกว่าจะได้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน
ยอมรับกฎหมายมีช่องโหว่
นายชัชชาติ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่มีคำนิยามในกฎหมายที่ชัดเจน ทำให้ในการขออนุญาตจะขอในรูปแบบคลังสินค้า ซึ่งไม่เข้าข่ายที่ต้องทำ EIA หรือขอจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรม จึงต้องมีการทบทวนรายละเอียดใหม่
ทั้งนี้รัฐบาลได้ประกาศกำหนดนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการ เมื่อ 13 ส.ค.69 จากนี้ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้คำนิยามนี้เป็นฐานในการทบทวนปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร ข้อกำหนด EIA และข้อกำหนดการจัดสรรพื้นที่ในผังเมือง เพื่อให้เหมาะสมและปลอดภัยต่อไป
ยันไม่แย่ง “น้ำ-ไฟฟ้า” ประชาชน
ในส่วนข้อกังวลการใช้ไฟฟ้านั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก มีการใช้ไฟฟ้าอยู่ในระดับ 20 เมกะวัตต์ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ในต่างจังหวัดหรือในนิคมอุตสาหกรรม มีการใช้ไฟฟ้าในระดับ 100 เมกะวัตต์
นายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง ชี้แจงว่าไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชน โดยดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม.มีขนาดที่ 20 เมกะวัตต์ และมีการใช้งานไฟฟ้าจริงที่ 8 เมกะวัตต์ ปกติการไฟฟ้าฯ ได้จ่ายไฟแยกเพื่อไม่ให้กระทบประชาชน และถือว่าใช้ไฟพื้นฐานน้อยมากหากเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น ห้างสรรพสินค้า ซึ่งอยู่ที่ราว 100 เมกะวัตต์ พร้อมยืนยันว่าการไฟฟ้าฯ ก็มีการกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อ การตรวจสอบความปลอดภัย มาตรฐานอุปกรณ์อยู่แล้ว อยากให้เชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัย
สำหรับข้อกังวลเรื่องการใช้น้ำ เพื่อใช้ในระบบหล่อเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์ นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) ชี้แจงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ มีการใช้น้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 7,800 ลูกบาศก์เมตร/เดือน เทียบกับสถานประกอบการขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น โรงพยาบาลขนาดใหญ่ใช้อยู่ที่ราว 20,000 ลูกบาศก์เมตร/เดือน, ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 3-40,000 ลูกบาศก์เมตร/เดือน โดยปัจจุบันยังไม่พบผลกระทบต่อการให้บริการน้ำประปาต่อลูกค้าในเขต กปน.
อย่างไรก็ดี การดำเนินงานในอนาคต กปน.พร้อมสนับสนุนการคัดกรอง การควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ของกระทรวงพลังงานและ กทม.เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนผู้ใช้ประปา หรือให้เกิดน้อยที่สุด
ในส่วนของข้อกังวลเรื่องปล่อยน้ำเสียนั้น ผู้ว่าฯ ชัชชาติ แจงว่า ลักษณะของการใช้น้ำ ใช้เพื่อการหล่อเย็น จึงไม่ได้เกิดเป็นมลพิษทางน้ำ โดยน้ำที่ใช้ส่วนหนึ่งจะระเหยจากความร้อน ส่วนหนึ่งก็นำกลับมาใช้ใหม่ เบื้องต้นยังไม่พบข้อบ่งชี้ในการปล่อยน้ำเสีย แต่ต้องมีการจับตาและตรวจสอบต่อไป ว่ามีการปล่อยน้ำอุณหภูมิสูงลงในแหล่งน้ำสาธารณะและกระทบต่อระบบนิเวศหรือไม่ และหากในอนาคตมีการกำหนดเรื่อง EIA ก็จะทำให้ กทม. สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนมากขึ้น
ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสียง แรงสั่นสะเทือน กลิ่นน้ำมัน หรือความร้อน สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ กทม. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายส่วนท้องถิ่นในการระงับเหตุ
กักเก็บน้ำมัน หากพบทำผิด ดำเนินตามกฎหมาย
สำหรับข้อกังวลเรื่องการสะสมน้ำมัน นายชัชชาติ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีข้อกำหนดต้องสำรองปริมาณไฟ อย่างน้อย 48 ชม. จึงต้องมีระบบปั่นไฟของตนเอง ตาม พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2544 กำหนดเพดานไว้ที่ 5 แสนลิตร หากมากกว่านั้นจะไม่สามารถตั้งอยู่ในชุมชนได้ ตาม พ.ร.บ. ผังเมือง ซึ่งเกณฑ์ข้อนี้ก็เหมือนเป็นการควบคุมขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ไปโดยปริยาย
น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการ รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เกิดขึ้นมานานแล้วและได้มีการขออนุญาตติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉิน ในกรณีไฟดับ-ไฟตก อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ จะชะลอการออกใบอนุญาตคลังน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินของดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่ทั้งหมด จนกว่าบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ฯ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมใหม่ที่ชัดเจน
ทั้งนี้ ตรวจสอบพบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่รามคำแหง 28 ได้รับอนุญาตให้เก็บจริงเพียงประมาณ 200,000 ลิตร ฉะนั้น หากตรวจพบการกักเก็บเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต จะถูกดำเนินคดีเพราะถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการอย่างผิดกฎหมาย ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 นั้น ทางกรมธุรกิจพลังงานยืนยันยังไม่อนุญาต
ขณะเดียวกัน จะร่วมมือกับ กทม. ปูพรมตรวจเข้มข้นสถานประกอบการที่มีการจัดเก็บน้ำมันเพื่อใช้เองในกรุงเทพฯ ทั้งหมดจำนวน 56 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับประชาชน
จ่อฟ้อง “ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม 9” ลอบเก็บน้ำมัน
ต่อมา น.ส.ฐิติภัสร์ เลขานุการ รมว.พลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ บริเวณถนนพระราม 9 ติดกับโรงพยาบาลพระราม 9 หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนโดยรอบว่า ต้องทนสูดดมกลิ่นเหม็นคล้ายน้ำมันนานกว่า 2 เดือน จนบางรายมีอาการหน้ามืด อาเจียน และเกรงว่าจะเกิดอันตรายปะทุระเบิดเนื่องจากอยู่ในเขตชุมชนหนาแน่น
จากการตรวจสอบพบว่า โครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นกลุ่มทุนจากประเทศทางฝั่งตะวันออกร่วมทุนกับไทย ได้แอบติดตั้งถังและจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับปั่นไฟฉุกเฉิน 200,000 ลิตร โดยไม่ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมาย เจ้าพนักงานสั่งการให้ขนย้ายน้ำมันทั้งหมดออกจากพื้นที่ทันที โดยมีการสูบน้ำมันออกจากถังหมดแล้ว
ทั้งนี้ 3 กันยายน กรมธุรกิจพลังงานจะเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 มาตรา 65 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
“ดาต้าเซ็นเตอร์” กระทบสิ่งแวดล้อมแน่นอน
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ชี้ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ 6 แห่งจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแน่นอน แต่จากช่องโหว่ที่ไม่มีการควบคุมตรวจสอบ ไม่ต้องทำ EIA ทำให้ไม่มีการประเมินว่าดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร แค่ไหน ไม่มีการกำหนดมาตรการลดผลกระทบและติดตามตรวจสอบ
ประการแรกคือผลกระทบจากระบบหล่อเย็น (Cooling Tower) เพื่อควบคุมอุณหภูมิภายในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยบางห้องต้องคุมให้ต่ำถึง 1.8 องศาเซลเซียส ซึ่งน้ำเหล่านี้จะระเหยเป็นความร้อนกระทบกับชุมชนโดยรอบ และน้ำใช้แล้วจะถูกปล่อยลงแหล่งน้ำภายนอก ซึ่งน้ำเหล่านี้มีอุณหภูมิสูงจนอาจกระทบกับสัตว์น้ำและระบบนิเวศ รวมถึงมีการเติมสารเคมี เช่น คลอรีน เพื่อไม่ให้เกิดตะไคร่น้ำ ฆ่าเชื้อโรค ไม่ให้เกิดคราบตะกรันเกาะท่อ
“น้ำพวกนี้มีการเติมสารเคมี เมื่อลงแหล่งน้ำสาธารณะก็อาจเกิดผลกระทบได้ นอกจากนี้ยังเป็นน้ำร้อน หากอุณหภูมิเกินมาตรฐานก็อาจทำให้สัตว์น้ำในคูคลองตายหรือไม่ และหอหล่อเย็นจะมีการปล่อยความร้อนออกมา ซึ่งในฤดูร้อนที่ร้อนจัดอยู่แล้ว อาจซ้ำเติมอันตรายจากฮีทสโตรก และเพิ่มความรุนแรงของปัญหาเกาะความร้อนใน กทม.ด้วย”
ประการต่อมา คือมลพิษทางเสียงจากการเดินเครื่องจักร-เครื่องคอมพิวเตอร์ รบกวนการใช้ชีวิตของประชาชน ทำให้เกิดความเครียด นอนไม่หลับ
ในส่วนของการแย่งใช้ไฟฟ้า-น้ำจากการใช้งานของประชาชนนั้น หากทาง กฟน.และ กปน.ยืนยันว่ามีการแยกส่วน ไม่ส่งผลกระทบกับผู้ใช้ไฟและน้ำทั่วไปก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี โดย กทม.อาจไม่มีปัญหาเรื่องน้ำและไฟฟ้ามากนัก เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีเป็นขนาดเล็ก แต่ปัญหานี้อาจเกิดขึ้นมากในต่างจังหวัดที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่ดีนัก และสร้างเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่
แนะเร่งจัดโซนนิ่ง-หลักเกณฑ์คุม “ดาต้าเซ็นเตอร์”
ดร.สนธิ เสนอว่า อันดับแรก กทม.ต้องสั่งชะลอการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดไว้ก่อน และทำการประเมินว่า กทม. สามารถรองรับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้กี่แห่ง แต่ละแห่งใช้น้ำ-ไฟฟ้าเท่าใด ควรตั้งอยู่พื้นที่ผังเมืองไหน ต้องบังคับให้มีการทำ EIA และมีข้อกำหนดด้านมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ออกเป็นระเบียบหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่
ยกตัวอย่างในสหรัฐฯ ที่กำหนดว่าต้องไม่สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เกษตรกรรม หรือย่านที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น ในกรณีที่ประเทศไทย อาจกำหนดให้ตั้งในพื้นที่ผังเมืองสีม่วง (อุตสาหกรรม คลังสินค้า สถานที่เก็บรักษาน้ำมันหรือสารเคมีขนาดใหญ่ ห้ามสร้างที่อยู่อาศัย) สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก อาจผ่อนผันให้ตั้งในพื้นที่พาณิชย์ได้ แต่ต้องเป็นพื้นที่หนาแน่นปานกลาง-น้อย ไม่ใช่ใจกลางเมือง เช่น พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นนอก
หากมีการดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนได้แล้ว ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดทำการไปแล้วก็คงยากที่จะย้ายออกจากพื้นที่ แต่ต้องถูกตรวจสอบว่าเป็นไปตามมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมหรือไม่ และดำเนินการแก้ไข ลดผลกระทบ เช่น เพิ่มเขตกันชน (Buffer zone) หากสามารถทำได้, การปลูกต้นไม้หนาแน่นคั่นกับชุมชนเพื่อป้องกันเสียงและความร้อน, คุมเข้มความปลอดภัยระบบกักเก็บน้ำมัน มีระบบระบายอากาศไม่มีกลิ่นน้ำมันรบกวนประชาชน เป็นต้น
“ภาครัฐต้องไปศึกษามาว่า ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถตั้งในผังเมืองสีใดได้บ้าง ให้ผู้ประกอบการทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รับฟังเสียงของประชาชน เสนอมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากรัฐบาลจะส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ ก็ต้องตรวจสอบในขั้นตอน BOI ให้ดี เลือกอนุมัติเป็นรายๆ ไป ไม่ใช่อนุมัติทั้งหมด ซึ่งเมื่อมีการออกหลักเกณฑ์มาแล้วก็ต้องทำประชาพิจารณ์รับฟังเสียงของประชาชนร่วมด้วย”