ปลดล็อกท้องถิ่น ลดอายุผู้สมัคร-ลงต่อได้หลังครบ 2 วาระ “นักวิชาการ” มองเป็นดาบสองคม ช่วยเปิดพื้นที่คนรุ่นใหม่แต่เอื้อบ้านใหญ่สืบทอดอำนาจ แนะแก้ปัญหาใหญ่คือราชการยังรวมศูนย์ 

จากกรณีเมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 4 ฉบับ เกี่ยวกับการปรับปรุงคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารท้องถิ่น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยระบุหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติทั้ง 4 ฉบับว่า เพื่อส่งเสริมการแข่งขัน การมีส่วนร่วม และเพิ่มความหลากหลายของบุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 

สาระสำคัญของคุณสมบัติที่เปลี่ยนไป ได้แก่ 

  1. ปรับลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำลง เป็นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง (เว้นแต่กฎหมายจัดตั้ง อปท. ประเภทนั้นจะกำหนดเป็นอย่างอื่น) จากเดิมที่กำหนดว่าอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี 
  2. คุณสมบัติด้านการศึกษา ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) และนายกเทศมนตรี ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือเทียบเท่า จากเดิมที่กำหนดให้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่า ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า (หรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา) 
    อย่างไรก็ดี กฎหมายยังเปิดช่องให้ผู้ที่ไม่มีวุฒิการศึกษาตามเกณฑ์ยังสามารถลงสมัครได้ หากมีประสบการณ์ทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เคยดำรงตำแหน่ง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นมาก่อน 
  3. ยกเลิกการจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง จากเดิมที่ดำรงได้ติดต่อกัน 2 วาระ (ไม่เกิน 8 ปี) โดยกฎหมายยังคงกำหนดให้วาระการดำรงตำแหน่งของ นายก อบจ., นายกเทศมนตรี และนายก อบต. มีคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง แต่ตัดข้อความที่จำกัดการดำรงตำแหน่งติดต่อกันออกไป  
  4. ปรับปรุงคุณลักษณะกรณีถือหุ้นสื่อ โดยระบุชัดเจนว่า ต้องเป็นกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนที่ยังคงมีการดำเนินกิจการอยู่  

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า ในการแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นครั้งนี้ มีทั้งมุมบวกและมุมลบ ซึ่งใน 2 ประเด็นที่คนให้ความสนใจ ประเด็นแรกคือการลดอายุผู้บริหารท้องถิ่นเหลือ 25 ปี มองว่าส่งผลในแง่บวกมากกว่าในการเปิดพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ให้มีโอกาสเข้าสู่การเมืองท้องถิ่นได้มากขึ้น สามารถมีผู้สมัครเข้ามาแข่งขันเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนเพิ่มขึ้น จากเดิมที่วนอยู่กับ “บ้านใหญ่” เครือข่ายตระกูลการเมืองหน้าเดิมๆ 

อย่างไรก็ดี อีกมุมหนึ่งก็มีคนมองว่าการลดอายุผู้บริหารท้องถิ่น อาจมีปัญหาในเรื่องของประสบการณ์ในการดูแลพี่น้องประชาชน การไม่คุ้นเคยกับกลไกและระบบของราชการ และก็อาจไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องบ้านใหญ่มากนัก เพราะบ้านใหญ่ยุคใหม่ก็มีพัฒนาการของตัวเอง ยกระดับคุณภาพของตัวเอง มีการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ๆ ส่งลูกหลานเข้ามาแข่งขันเช่นกัน 

ประเด็นที่ 2 คือการยกเลิกจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง (ไม่รวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือ กทม. และ เมืองพัทยา) ในแง่บวกอาจมองได้ว่าทำให้เกิดการทำงานที่ต่อเนื่อง เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินอย่างเต็มที่ โดยไม่มีกรอบเวลามาเป็นเงื่อนไข แต่ในอีกแง่หนึ่งอาจยิ่งทำให้ตระกูลการเมืองสามารถวางฐานอำนาจ เครือข่ายได้ง่ายขึ้น และยาวนานมากขึ้น ซึ่งก็จะสอดรับกับการลดอายุผู้บริหารท้องถิ่นเช่นกัน

“ส่วนตัวเห็นด้วยกับการปรับลดอายุผู้บริหารท้องถิ่นลง เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และสร้างทางเลือกให้ประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยในการไม่จำกัดวาระ เพราะท้ายที่สุดถึงแม้คนที่ได้รับเลือกจะเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ แต่เราก็มีความจำเป็นต้องผลิตสร้างคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามา และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือระบบและโครงสร้าง ที่ควรมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้ครบด้วยสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่ปลดล็อกวาระแล้วบอกว่าจะได้ทำงานต่อเนื่อง” 

 รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย

รศ.ดร.ยุทธพร เห็นว่าในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรยังมีการจำกัดวาระอยู่ เพราะยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสืบทอดอำนาจของตระกูลการเมืองได้บ้าง แม้จะไม่หายไปทั้งหมดก็ตาม  ซึ่งคนที่มีความสามารถแม้ไม่ได้เป็นผู้บริหารท้องถิ่น ก็ยังมีตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมและสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อยู่ดี  

เช่นเดียวกับกรณีที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่ประเทศไทยมีข้าราชการระดับสูงที่อายุน้อยลง มีเวลาราชการเหลือเยอะ เปิดช่องให้วางรากฐานอำนาจ แต่หากไปดูในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ จะพบว่าเมื่อบุคลากรที่อายุน้อยได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด เมื่อครบวาระก็ต้องเกษียณไปทำตำแหน่งอื่น 

“ถ้าคุณมาทำหน้าที่เร็ว ก็ควรต้องไปเร็ว แต่ถ้าคุณมาเร็วแต่ไปช้านั่นจึงจะเกิดปัญหา หากเป็นคนมีความรู้ความสามารถอยู่แล้วก็ไม่ต้องกังวล เพราะท้ายที่สุดก็จะได้รับหน้าที่อื่นแทน แต่ในคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถ ก็ยังมีกลไกนี้ในการกำกับไม่ให้อยู่ในตำแหน่ง หรือวังวนของการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์”  

ท้องถิ่น vs ระดับชาติ 

รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า แม้จะมีผู้สมัครหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันมากขึ้น แต่หากไม่เข้าใจสังคมวิทยาหรือโครงสร้างการเมืองในท้องถิ่น ก็ยากที่จะได้รับชัยชนะ เพราะมุมมองหรือแนวคิดของประชาชนที่เป็นโหวตเตอร์มักแตกต่างกันระหว่างการเลือกท้องถิ่นและการเลือกตั้งระดับชาติ 

ในการเลือกตั้งระดับชาติ คนมักให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาระดับชาติมากกว่า เช่น ประเด็นรัฐธรรมนูญ ปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ ในขณะที่การเลือกตั้งท้องถิ่น คนมักมองถึงการทำผลงานที่จับต้องได้ในพื้นที่ การแก้ปัญหาน้ำไม่ไหลไฟดับ การดูแลช่วยเหลือชุมชนมายาวนาน หรือมีความคุ้นเคยกับชาวบ้านในพื้นที่มากกว่า  

“อย่างใน กรุงเทพฯ ที่พรรคประชาชนกวาด สส.ได้ทุกเขต แต่ในการเลือก สก.กลับได้ไม่ถึงครึ่ง ยิ่งในต่างจังหวัดที่ลักษณะทางสังคมวิทยาไม่ได้มีความเป็นเมือง จะยิ่งเห็นความแตกต่างมากขึ้น และไม่ได้เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้สมัครหน้าใหม่” 

ดันกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง 

รศ.ดร.ยุทธพร มองว่าสิ่งที่เป็นปัญหามากกว่า คือระบบราชการไทยยังมีลักษณะของการครอบการปกครองท้องถิ่นเอาไว้อยู่ จนมีคำกล่าวว่า “ระบบราชการไทยรวมศูนย์ แต่แตกเป็นเสี่ยง” คือถูกรวมไว้ที่ยอดพีระมิด ผู้มีอำนาจไม่กี่คนที่ส่วนกลางยังคงเป็นผู้กำกับราชการทั้งส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นอยู่ ส่วนแตกเป็นเสี่ยง คือการที่กระทรวงและท้องถิ่นต่างๆ ต่างคนต่างทำงาน 

“อย่างกรุงเทพมหานคร เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษและมีขนาดใหญ่ งบประมาณแต่ละปีร่วมแสนล้านบาท เจ้าหน้าที่หลายหมื่นคน แต่ สุดท้าย กทม.ก็ไม่ได้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ครบถ้วนในตัวเอง เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องจำนวนมาก ที่ กทม.มีอำนาจสั่งการจำกัด” 

ปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นการกระจายอำนาจในมิติของการสร้างสาขาของระบบราชการมากกว่า ท้องถิ่นขนาดใหญ่ เช่น อบจ. เทศบาลนคร ยังเป็นสาขาของจังหวัด ท้องถิ่นขนาดเล็กอย่าง อบต. ก็เป็นสาขาของอำเภอ 

ดังนั้น ประเทศไทยควรมีการกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และขณะเดียวกันต้องเป็นการกระจายอำนาจในเชิงอัตลักษณ์ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ในมิติที่ไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริง 

หัวใจหลักในการเดินหน้าเรื่องนี้ คือการ “ปลดล็อก” แก้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ให้ได้เสียก่อน เพราะกฎหมายฉบับนี้กำหนดโครงสร้างให้ระบบราชการไทยมีการบริหารเป็นส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้หลายภาคส่วนและหลายพรรคการเมือง กำลังขับเคลื่อนประเด็นนี้ในสภาฯ และอยู่ระหว่างการศึกษาการเสนอแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป