คาด “ทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก-ดินถล่มเกิดฝายชั่วคราว” ปัจจัยมวลน้ำมหาศาลหลากท่วมเนปาล “ดร.เสรี” ชี้ไทยเกิดฝายชั่วคราวได้ ถอดบทเรียนเทคโนโลยีแจ้งเตือนสำคัญมาก
จากกรณี “น้ำท่วมเนปาล” ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา มวลน้ำและโคลนมหาศาลทะลักท่วม บริเวณชายแดนทิเบต-เนปาล แถบหุบเขาแม่น้ำโภเต โกชี และแม่น้ำเลนเด ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตราซูวา (ฝั่งเนปาล) กับเขตจี่หรง (ฝั่งทิเบต) ล่าสุดวันนี้ (27 ส.ค.) มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 162 คน ยังสูญหายมากกว่า 570 คน
มวลน้ำมหาศาลมาจากไหน?
ประเทศเนปาลก็ถือเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงภัยพิบัติติดอันดับโลก โดยเฉพาะในสภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่บนเทือกเขาต่างกำลังละลายอย่างรวดเร็ว ภูเขาเริ่มสูญเสียความแข็งแรงและเสี่ยงพังถล่มได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันธารน้ำแข็งที่ละลายก็กลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่บนพื้นที่สูงและเสี่ยงที่จะทะลักลงสู่พื้นที่ต่ำ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลให้เกิดฝนตกหนักรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดน้ำท่วมใหญ่
เบื้องต้นสาเหตุของน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มครั้งล่าสุดนี้ยังไม่แน่ชัด คาดอาจต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะสรุปสาเหตุที่แน่ชัดได้ อย่างไรก็ดี มีการคาดการณ์ไว้ 3 สาเหตุหลักๆ คือ
1.เป็นไปได้มากที่สุด : น้ำท่วมที่เกิดจากดินหรือหินถล่ม
ในวันที่ 26 ส.ค.2569 เมื่อเวลา 08:37 น. ตามเวลาท้องถิ่น สำนักสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ได้รายงานการสั่นสะเทือนในภูมิภาค โดยตอนแรกระบุว่าเป็นแผ่นดินไหวขนาด 4.4 แมกนิจูด ตามแนวมุมชายแดนเนปาล-จีน ทางตอนเหนือของกรุงกาฐมาณฑุ ซึ่งในเวลาเดียวกัน มีรายงานเกิด “หิมะและมวลหินถล่ม” (ซึ่งในกรณีนี้คาดว่ามีลักษณะคล้ายดินถล่ม) ลงมาจากหน้าผาสูงเข้าสู่แม่น้ำเลนเด ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโภเต โกชี ซึ่งไหลจากจีนเข้าสู่เนปาลผ่านหุบเขาลึก
ต่อมาทาง USGS ได้ออกมาชี้แจงว่าแรงสั่นสะเทือนที่ตรวจพบ แท้จริงไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากดินถล่ม โดยเทียบเท่ากับแผ่นดินไหวขนาด 5.2
แดเนียล ชูการ์ นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลการี แคนาดา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงาน กล่าวว่า สิ่งที่ยากที่สุด คือการอธิบายให้ตรงกันว่ามวลน้ำมหาศาลที่ไหลมาพร้อมกับดินโคลนนั้นมาจากไหน โดยเขาคาดการณ์ว่า ดินโคลนที่ถล่มลงมามีทั้งน้ำแข็งและหินผสมผสานอยู่ในนั้นด้วย และการพัดลงมาตามพื้นที่สูงชันอย่างรวดเร็วและรุนแรง จึงได้กวาดเอาตะกอนระหว่างทาง ซึ่งชุ่มน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเนื่องจากอยู่ในช่วงมรสุม
“อุณหภูมิที่สูงขึ้น ยังอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดดินถล่มจนนำไปสู่น้ำท่วมรุนแรงครั้งนี้ โดยหิมะที่ละลายได้แทรกซึมเข้าไปในรอยแตกของธารน้ำแข็งและหินบนภูเขา ทำให้โครงสร้างภูเขาอ่อนแอลง”
ขณะที่ ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี ของไทย รายงานว่า เหตุการณ์เกิดจากหิมะและก้อนหินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดกั้นลำน้ำ Lhende River จนเกิดเป็นเขื่อนธรรมชาติชั่วคราว ก่อนจะพังทลายและปลดปล่อยมวลน้ำปนตะกอนมหาศาลทะลักลงสู่หุบเขา
2.อาจเป็นไปได้ : น้ำทะลักออกจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง
เนปาลมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุการณ์ “น้ำทะลักออกจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (Glacial Lake Outburst) หรือ น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง (Glacier lake outburst floods: GLOF) ซึ่งคือการที่ธารน้ำแข็งละลายจนกลายเป็นทะเลสาบบนเทือกเขาสูง และปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นมากเกินไปจนกัดเซาะฝั่งที่เป็นน้ำแข็งหรือดินจนพังถล่ม ส่งผลให้น้ำและหินหลากลงมาตามไหล่เขาที่สูงชัน
ผลการวิจัยล่าสุด อัตราการสูญเสียน้ำแข็งจากธารน้ำแข็ง(Glacial) ในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งรวมถึงเนปาล ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งเป็นความเสี่ยงมหาศาลต่อประชากรเกือบ 2 ล้านคนที่อาศัยอยู่บริเวณท้ายน้ำ
ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มีลักษณะใกล้เคียงกับน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้เมื่อปี 2025 โดยเกิดจากทะเลสาบธารน้ำแข็งในทิเบตแตก เกิดมวลน้ำหลากท่วม อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ระบุว่าเหตุทะเลสาบแตกมีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยพิบัติครั้งนี้หรือไม่
โวล์ฟกัง ชวังฮาร์ต ศาสตราจารย์ด้านธรณีสัณฐานวิทยา จากมหาวิทยาลัยเสรีแห่งเบอร์ลิน เยอรมนี ระบุว่า “เป็นไปได้น้อย” เพราะเท่าที่ตรวจสอบได้ในตอนนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่าไม่มีทะเลสาบธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ ในเส้นทางน้ำท่วม
3. เป็นไปได้น้อยมาก : เกิดจากฝนตกหนัก
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มีฝนตกชุกที่สุดของปีในภูมิภาคเนื่องจากมีพายุมรสุม และพายุบางลูกทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการรวมกันของฝนที่ตามฤดูกาลและการละลายของหิมะในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสูงขึ้นเต็มตลิ่ง แต่คาดว่าไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในครั้งนี้
โอกาสเกิดน้ำท่วมลักษณะนี้ในประเทศไทย
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ มองว่า สาเหตุน้ำท่วมเนปาล มี 2 ทฤษฎีที่มีความเป็นไปได้สูง ทฤษฎีแรกคือ น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง (GLOF) แตก และทฤษฎีที่ 2 คือการที่เกิดหิมะและหินถล่มลงมา และทับถมกลายเป็นฝายชั่วคราวก่อนที่ฝายจะแตก ทำให้เกิดมวลน้ำและโคลนมหาสารหลากท่วมลงมา
หากถามว่าเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ สามารถเกิดในไทยได้หรือไม่ ดร.เสรี เผยว่า สามารถเกิดขึ้นได้ แต่สาเหตุและความรุนแรงอาจแตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ คือไม่ได้เกิดจากการมีทะเลสาบธารน้ำแข็งเหมือนเนปาล แต่ของไทยอาจเกิดจากการที่ฝนตกหนักและชะดินโคลน หิน และต้นไม้จนทำให้เกิด “ฝายชั่วคราว” หรือการที่อาจมีฝายชั่วคราวในพื้นที่อยู่แล้ว แต่ฝนที่ตกหนักชะเอาดินและหินซัดให้ฝายเดิมแตก จนทำให้มีมวลน้ำมหาศาลซัดถล่มอย่างรุนแรงในคราวเดียว
ดร.เสรี ชี้ว่า ในประเทศไทยเคยเกิดเหตุลักษณะนี้อยู่เรื่อยๆ แต่ไม่รุนแรงมากนักจึงมักไม่เป็นข่าว ครั้งที่รุนแรงมาก เช่น กรณี “น้ำก้อ-น้ำชุน” ที่มีน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ ที่ อำเภอเขาค้อ อำเภอหล่มสัก และอำเภอวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ เมื่อเช้ามืดวันที่ 11 ส.ค.2544 มีผู้เสียชีวิตถึง 136 ราย บาดเจ็บ 109 ราย สูญหาย 4 ราย บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 188 หลัง บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 441 หลัง
ทั้งนี้โอกาสเกิดเหตุฝนตกหนักจนเกิดฝายชั่วคราว สามารถเกิดได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย แต่มีโอกาสเกิดมากกว่าในพื้นที่ที่มีภูเขาสูงชัน อย่างภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้
ไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง?
ดร.เสรี มองว่า จากเหตุน้ำท่วมเนปาลในครั้งนี้ ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ได้ว่า ระบบแจ้งเตือนมีความสำคัญมาก ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีการใช้งานระบบและเทคโนโลยีที่ตรวจจับและสามารถแจ้งเตือนเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้เลย ซึ่งในประเทศที่ใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าอาจตรวจจับและพยากรณ์ด้วยเอไอ และภาพเรดาห์ หรืออาจมีการติดเซนเซอร์ตรวจจับดินถล่ม หากเกิดขึ้นเมื่อไหร่สามารถแจ้งเตือนได้ทันที
ปัจจุบันประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคาดการณ์จาก “ปริมาณน้ำฝน” เช่น ถ้าหากปริมาณน้ำฝนเกิน 90 มม. จัดเป็น ฝนหนักมาก (Very heavy rain) ควรจะแจ้งเตือนอย่างไร ต้องถึงขั้นส่ง Cell Broadcast หรือไม่
“ตอนนี้อยู่บนการคาดเดา เช่น หากฝนตกในปริมาณเกิน 90 มม. ให้ระมัดระวัง แต่หากจะส่ง Cell Broadcast ต้องมีความชัดเจนมาก เพราะอาจสร้างความตื่นตระหนกได้”
ทั้งนี้ในแต่ละพื้นที่ก็มีธรณีสัณฐานแตกต่างกันไป ปัจจุบันยังไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าฝนต้องตกปริมาณเท่าไหร่จะเสี่ยงเกิดดินถล่ม ดร.เสรี ชี้ว่า สามารถทำการศึกษาในแต่ละพื้นที่เสี่ยงได้ แต่พื้นที่เหล่านี้มีอยู่จำนวนมาก แต่ก็ยังเกิดเหตุที่รุนแรงขึ้นน้อย ทำให้ภาครัฐไม่ให้ความสำคัญ อีกทั้งยังไม่มีบุคลากรเพียงพอ ซึ่งหากต้องการศึกษาจริงอาจอาศัยในมหาวิทยาลัยในแต่ละพื้นที่เข้ามาช่วยศึกษาได้ แต่ก็ควรมีการสนับสนุนงบประมาณจากท้องถิ่นเข้าไป
“ท้องถิ่นอาจไม่เห็นความสำคัญมากนักเพราะครั้งรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย บางคนอยู่มา 50 ปีไม่เคยเจอ แล้วคิดว่าทุกปีฝนก็ตกหนักประมาณนี้แหละ แต่ที่จริงแล้วความเข้มฝนมากกว่าในอดีต ซึ่งสาเหตุหลักมาจากสภาวะโลกร้อน”
อย่างไรก็ดี ดร.เสรี มองว่า ประเทศไทยควรเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และอัปสกิล-รีสกิล ให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เท่าทันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยในปีนี้คาดว่า คงไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่ เหมือนครั้งน้ำท่วมปี 2554 แต่มีโอกาสเกิดน้ำท่วมเฉพาะจุดได้ในบางพื้นที่ เช่น ทางภาคตะวันตก ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี, ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ที่ติดแม่น้ำโขง และในช่วงปลายปีหลังเดือน พ.ย. ก็เสี่ยงเกิดน้ำท่วมในภาคใต้ได้