แรงงานไทยตกงานพุ่ง ตกงานทะลุ 4 แสนคน จับตาผลกระทบลดต้นทุนจ้างต่างด้าว อุตสาหกรรมการผลิตเปลี่ยน คนงานไทยยังอัพสกิล-รีสกิล ไม่ทัน
ข้อมูลจาก สภาพัฒน์ ล่าสุดถึงการจ้างงานระบุว่า จำนวนผู้มีงานทำปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่2 ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของทั้งผู้มีงานทำ ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยในไตรมาสที่สองของปี 2569 ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 41.51ล้านคน
อัตราการว่างงานในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 0.96 สูงกว่าร้อยละ 0.94 ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าร้อยละ 0.91 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีผู้ว่างงานเฉลี่ยจำนวน 4.009 แสนคน สูงกว่าผู้ว่างงานจำนวน 3.931 แสนคนในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าผู้ว่างงานจำนวน 3.655 แสนคนในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
พบการลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พบแรงงานข้ามชาติทำงานผิดกฎหมาย 3,217 ราย เกือบ 1 ใน 3 เป็นการลักลอบประกอบอาชีพสงวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 จากปีก่อน
ตัวเลขอัตราการมีการทำงาน และว่างงานมีจำนวนสูงกว่าปีก่อน ซึ่งมีนัยที่ซ้อนทับกันของตลาดแรงงาน “ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยัง รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า สถานการณ์จ้างงานในตอนนี้มีการตกงานในระบบมากขึ้น แต่มีการจ้างงานนอกระบบเพิ่มขึ้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าโรงงานและอุตสาหกรรมการผลิตในไทย ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่งผลให้มีการปิดตัวและเลย์ออฟคนในระบบ โดยจะเห็นว่ามีคนที่ยื่นลาออกแล้วไปรับเงินชดเชยการว่างงานของประกันสังคมมากขึ้น
สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งจัดการคือ พยายามทำให้บริษัทที่มีการจ้างงานในระบบมีความมั่นคงมากขึ้น และสามารถจ้างงานในระบบให้ได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบริษัทขนาดใหญ่ในไทย อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลายบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในอดีตต่อจีดีพี เริ่มเป็นอุตสาหกรรมแบบเก่า ขณะเดียวกันไทยก็กำลังเปลี่ยนผ่านไปยังอุตสาหกรรมแบบใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือกลุ่มธุรกิจด้านดิจิทัล
ธุรกิจใหม่เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ยังไม่มีการใช้แรงงานจำนวนมาก ตอนนี้มีการก่อสร้างค่อนข้างมาก แต่ยังไม่เห็นผลพวงของการจ้างงานที่ต้องมาดูว่าไทยจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากธุรกิจนี้ ส่วนการอัพสกิล หรือ รีสกิล ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อเตรียมคน เพราะทุกวันนี้อุตสาหกรรมเปลี่ยนเร็วมาก
แรงงานไทยตกงานพุ่ง นายจ้างหันหาแรงงานข้ามชาติ
มนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย วิเคราะห์สถานการณ์ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยว่างงานสูงขึ้น มาจากการปิดตัวของสถานประกอบการและโรงงานอุตสาหกรรมกว่า160 แห่ง ขณะที่มีโรงงานเปิดใหม่ไม่ถึงหลักร้อยแห่ง และยังพบปัญหาการย้ายฐานผลิตของโรงงาน เช่น กรณีการย้ายฐานผลิตจากปราจีนบุรีไปยังชลบุรี ซึ่งแรงงานไทยไม่สามารถย้ายติดตามไปได้เนื่องจากติดภาระครอบครัว ส่งผลให้ถูกเลิกจ้าง และโรงงานเลือกจ้างแรงงานต่างชาติหรือแรงงานจีนเข้ามาทดแทน
ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หันมาจ้างแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะเมียนมา แบบตรงโดยไม่ผ่านบริษัทตัวกลาง เนื่องจากกฎหมายยกเว้นและช่องโหว่เรื่องคำนิยาม “กรรมกร” ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติขยับขยายจากงานภาคเกษตรและประมง เข้ามาแทนที่แรงงานไทยในโรงงานอุตสาหกรรม ภาคการค้า และบริการเกือบทั้งหมด ขณะที่แรงงานไทยยังคงได้รับการรักษาฐานจ้างงานไว้เฉพาะในบางกลุ่ม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์
ข้อเสนอแนะสำคัญในการแก้ปัญหาแรงงานไทย คือการปรับปรุงทักษะฝีมือแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด มากกว่าการฝึกอาชีพเดิมๆ ที่ตลาดเต็มแล้ว เช่น ทำขนมไทย หรือนวดไทย แม้จะมีกฎหมายและงบประมาณพัฒนาฝีมือแรงงานหลักร้อยล้านบาท รวมถึงกลไกตามมาตรา 75 กรณีหยุดกิจการชั่วคราวแต่จ่ายค่าจ้าง ที่สามารถนำเงินกองทุนมาสนับสนุนให้ลูกจ้างเรียนรู้อาชีพใหม่เต็ม 100%ได้ แต่ภาครัฐกลับยังขาดการประสานงานและขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เปิดช่องให้เอกชนเข้ามาจัดทำหลักสูตรอบรมและสอบใบรับรองที่มีค่าใช้จ่ายสูง
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เร่งทำ MOU ร่วมกับสถาบันการศึกษา ดึงมหาวิทยาลัย ราชภัฏ และราชมงคล ร่วมกับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อจัดหลักสูตรอัพสกิลให้แก่แรงงานในโรงงานอย่างเป็นระบบ
ใช้ประโยชน์จากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน นำงบประมาณที่ค้างอยู่ในระบบมาจ่ายชดเชยการฝึกอบรมให้กับแรงงานที่สุ่มเสี่ยงจะถูกเลิกจ้าง
จัดระบบการจ้างงานแรงงานข้ามชาติให้เป็นธรรม ทบทวนกฎหมายและข้อบังคับเพื่อไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำหรือแย่งอาชีพแรงงานไทยในระดับทักษะพื้นฐาน
หากภาครัฐยังคงมองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างและปล่อยให้การเมืองบริหารแบบระส่ำระสาย ตลาดแรงงานไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะแรงงานไร้ทักษะตกงานเรื้อรัง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมสำคัญจะตกไปอยู่ในมือของแรงงานข้ามชาติอย่างสมบูรณ์ในอนาคต