เหตุรุนแรง 51 จุดชายแดนใต้ “นักวิชาการ” ห่วงเป็นสัญญาณคลื่นความรุนแรง ชี้ความสัมพันธ์รัฐ-ชุมชนถอยห่าง กระทบงานข่าวมีช่องโหว่ ด้านกองทัพ ยันข่าวกรองไม่ล้มเหลว ผบ.ทบ. เน้นย้ำปรับปรุงให้ดีขึ้น
จากกรณีคืนวันที่ 22 ส.ค. 69 เกิดเหตุการณ์ไม่สงบและก่อกวน รวม 51 จุด ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี และจ.ยะลา ขณะเจ้าหน้าที่ได้ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด โดยในเหตุการณ์มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต (อ่านเพิ่มเติม : สรุปสถานการณ์ป่วน 3 จังหวัดชายแดนใต้ "นราธิวาส-ปัตตานี-ยะลา" คืนเดียว 51 จุด)
อย่างไรก็ดี กรณีที่เกิดขึ้นนำมาสู่การตั้งคำถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐและข่าวกรองมีความผิดพลาดหรือไม่?
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และประธานคณะทำงานวิชาการเครือข่าย Peace Survey ว่าสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจากช่องโหว่ใด
“รัฐ-ประชาชน” เกิดช่องว่าง ทำ “ข่าวกรอง” มีช่องโหว่
ผศ.ดร.ศรีสมภพ ฉายภาพรวมสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนใต้ ว่า BRN เป็นขบวนการที่มีจุดมุ่งหมายสำคัญก็คือการแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด 4 อำเภอ ออกจากประเทศไทยตามชาตินิยม ประวัติศาสตร์ ศาสนา ซึ่งเป็นอัตลักษณ์พิเศษของพื้นที่นี้มายาวนาน โดยมีเครือข่าย กองกำลังของตัวเอง มีอุดมการณ์ที่สืบเนื่องกันมายาวนาน จึงมุ่งต่อสู้มาโดยตลอด แต่ภาครัฐไม่สามารถปล่อยให้เกิดการแยกดินแดนเนื่องจากผิดกฎหมาย จึงมีการปฏิบัติการทางทหารในการปราบปรามและเจรจาหาทางออกภายใต้กรอบกฎหมาย แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ โดยการก่อเหตุครั้งนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการยังต้องการที่จะส่งสัญญาณว่าเขายังมีตัวตน
ผศ.ดร.ศรีสมภพ ยังเผยว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตั้งแต่ประมาณปีที่แล้ว เนื่องจากการพูดคุยสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังไม่ถูกแก้ไข และการปฏิบัติการทางการทหารในพื้นที่ ภาครัฐได้เน้นการควบคุมเข้มข้นมากขึ้นในระยะหลัง เพื่อต้องการควบคุมและลดสถานการณ์ความรุนแรง จึงมีการตอบโต้กันกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ
ผศ.ดร.ศรีสมภพ ชี้ว่า ที่ผ่านมาแนวทางการเมืองและมวลชนของทางภาครัฐค่อนข้างต่อเนื่อง แต่ก็หยุดชะงักไปเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย มีการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ที่มีกับชาวบ้านเกิดช่องว่าง รู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ และเกิดความคิดด้านลบต่อเจ้าหน้าที่ ทำให้ไม่สามารถสื่อสารกับชาวบ้านบางส่วนได้ จึงทำให้การทำตามกฎหมายและงานข่าวมีช่องว่างเกิดขึ้น
ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า ข่าวกรองบางส่วนรู้ว่าใครเป็นผู้ปฏิบัติการก่อความวุ่นวาย แต่บางส่วนที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ เนื่องจากในระยะหลังมีคนรุ่นใหม่เข้าร่วมปฏิบัติการเชิงต่อต้านรัฐในพื้นที่เยอะขึ้น อาจเป็นเพราะการเชื่อมสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่ยังทำไม่ได้เต็มที่อย่างที่ควร เนื่องจากภาครัฐก็มีการรายงานข้อมูลข่าวสารที่บอกว่าเป็น BRN เป็นผู้ก่อการร้าย มีการเปิดภาพการก่อเหตุ ประชาชนบางส่วนที่ไม่เข้าการทำงานของภาครัฐ อาจมองว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ BRN และนำมาสู่ความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่
ผศ.ดร.ศรีสมภพ มองว่า ข้อมูลข่าวสารหรือข่าวกรองมีการเตือนล่วงหน้าอยู่บ้าง แต่การป้องกัน ประเมินสถานการณ์อาจเกิดจากการไม่คิดใจว่าเหตุการณ์จะขนาดนี้ จึงประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป โดยคิดว่าทางกลุ่มผู้ก่อเหตุจะไม่มีคนเยอะ ไม่มีการดำเนินการขนาดใหญ่ ทำให้การเตรียมการไม่มากพอรองรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ห่วงเป็นสัญญาณเตือนคลื่นความรุนแรง
ผศ.ดร.ศรีสมภพ วิเคราะห์ว่า ในปฏิบัติการที่เกิดขึ้นล่าสุด วิธีการมีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา เช่น การเผาสถานที่ราชการ การเผายางตามท้องถนน หรือการโจมตีที่สถานที่เศรษฐกิจ แต่จุดที่ต่างกันคือ ขนาดหรือขอบเขตของการปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นในจำนวนพื้นที่ค่อนข้างกว้างถึง 51 จุดพร้อมๆ กันในวันเดียวกัน เวลาเดียวกัน
เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่เกิดขึ้นมาประมาณ 10 ปีแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เคยเกิดเหตุใหญ่ ประมาณปี 2558 ที่เกิดเหตุพร้อมกัน 50-60 จุด ข้อกังวลคือสิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง หรือคลื่นการใช้ความรุนแรงได้
กองทัพ ยัน ข่าวกรองไม่ล้มเหลว
ล่าสุดวันนี้ (24 ส.ค.69 ) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม และ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วมกันหลังจากที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางตรวจเยี่ยมที่กองบัญชาการกองทัพบก ถึงกรณีที่ กอ.รมน.ภาค 4 รายงานว่าเหตุความไม่สงบ 51 จุด ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า รมว.กลาโหม ได้ติดตามสถานการณ์ภาคใต้มาโดยตลอด พร้อมกำชับให้สืบสวนข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่บิดเบือน และให้รีบออกมาแก้ไขเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เช่น การกล่าวหาการปฏิบัติการของกองทัพ ที่อ้างว่ามีการใช้อาวุธบนเฮลิคอปเตอร์ยิงประชาชน ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว โดยกระทรวงกลาโหมจะทำหน้าที่สนับสนุนกองทัพภาคต่างๆ
พล.ต.วินธัย กล่าวว่า พื้นที่ชายแดนภาคใต้มีการบิดเบือนข่าวสารมาโดยตลอด หรือที่เรียกว่าการปั่นข่าว เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในช่วงหลัง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ปรับวิธีการสื่อสาร
ซึ่งกรณีเหตุการณ์การก่อเหตุกว่า 51 จุด ในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นความเคลื่อนไหวพร้อมกันในหลายพื้นที่ และไม่ได้มีความรุนแรงหรือเป้าประสงค์ต่อชีวิตประชาชน แต่เป็นการปฏิบัติเพื่อหวังผลทางจิตวิทยาโดยใช้การสื่อสาร ซึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการสู้รบ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย และข่าวสาร ยอมรับว่าในช่วงเกิดเหตุค่อนข้างวุ่นวายและมีความเคลื่อนไหวของคนจำนวนมาก ในขณะที่เจ้าหน้าที่ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ลงพื้นที่ไปแก้ไขสถานการณ์ ดังนั้น ความเห็นที่ไม่ตรงกันอาจเกิดขึ้นได้ และส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลโดยไม่ได้ตรวจสอบ เช่น การพูดของระดับฝ่ายการเมือง
ส่วนกรณีมีการมองกันว่าการก่อเหตุคืนเดียวกว่า 51 จุด เจ้าหน้าที่หายไปไหนหมดนั้น หากเปรียบเทียบพื้นที่กับจำนวนเจ้าหน้าที่แล้วนำมาหารเฉลี่ยก็ไม่เพียงพอ ฉะนั้นหลักทั่วไปของ กอ.รมน. ต้องใช้ควบคู่กับงานด้านการข่าว และงานด้านการข่าวปัจจุบันก็ยังสามารถทำได้ แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะการก่อเหตุส่วนใหญ่ไม่ใช่พื้นที่ชุมชน และไม่ใช่พื้นที่เพ่งเล็งสูง ซึ่งจะมีความเข้มข้นในการดูแลแตกต่างกัน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มก่อกวนมากกว่า เน้นให้มีจำนวนการก่อเหตุให้มาก เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจวัยรุ่น ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องชีวิต ต้องการให้มีสัญลักษณ์ ซึ่งการก่อเหตุดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยาก ด้วยจำนวนพื้นที่ที่เยอะมากและไม่ใช่พื้นที่ที่ถูกเพ่งเล็ง เช่น การทำลายเสาไฟฟ้า ซึ่งมีเป็นแสนต้น
ส่วนข้อกังขาการข่าวในพื้นที่มีปัญหา พล.ต.วินธัย ระบุว่า การข่าวมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นที่และการข่าวในระบบ ซึ่งการก่อเหตุในลักษณะอย่างนี้ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะต้องเพิ่มการข่าวในระดับเหตุการณ์เล็กๆ พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่รัฐ และขอยืนยันว่างานด้านการข่าวไม่ได้ล้มเหลว ซึ่งความพยายามของผู้ก่อเหตุรู้ว่าคำถามเหล่านี้จะย้อนกลับไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ถูกสังคมกดดัน ส่งผลให้แนวทางการแก้ไขปัญหาเข้าทางอีกฝ่าย แต่สถานการณ์ในภาพรวมจากสถิติยังดีอยู่ การสูญเสียชีวิตทรัพย์สิน หากเทียบกับอดีต ถือว่ามีการพัฒนาที่ดีขึ้น
ในขณะที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. มีการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โดยตลอด เน้นย้ำในเรื่องงานด้านการข่าว ให้มีการปรับปรุงเพิ่มขีดความสามารถให้มากขึ้น และเพิ่มมาตรการการคุ้มครองความปลอดภัย