ตลาดน้ำ-ย่านมหาวิทยาลัย-ร้านของฝาก ที่เดิมเป็นทำเลทอง แต่ยุคนี้สภาวะตลาดเปลี่ยนไป พ่อค้าแม่ค้า ที่เคยอยู่ในย่านทำเลทองต้องปรับตัว แต่หลายคนที่ยังปรับไม่ได้ก็ถูกกลืนหายไปพร้อมกับโมเดลธุรกิจใหม่ และยิ่งเศรษฐกิจยุคนี้ “พ่อค้า-แม่ค้า” ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ซึ่งบางอย่างไม่มีสูตรสำเร็จเหมือนก่อนอีกต่อไป

นิยามของ "ทำเลทอง" ในโลกการค้าปลีกไทยกำลังถูกรื้อถอนและเขียนใหม่ หลายพื้นที่ที่เคยเป็นขุมทรัพย์สร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็นย่านมหาวิทยาลัย ตลาดน้ำย้อนยุค หรือร้านของฝากรายทาง กำลังเผชิญภาวะลูกค้ารายได้หดหาย ร้านค้าทยอยปิดตัว ซึ่งเกิดจากการปะทะกันระหว่างโครงสร้างพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่และโมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิม


ย่านรอบมหาวิทยาลัย จากแหล่งเงินสะพัด สู่ความเงียบเหงาช่วงเปลี่ยนผ่าน


ย่านใกล้มหาวิทยาลัยเคยเป็นทำเลปลอดภัยเพราะมีกำลังซื้อหมุนเวียนจากนักศึกษาตลอดปี ทว่าปัจจุบันพื้นที่ค้าขายรอบมหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มซบเซาอย่างเห็นได้ชัด


จุดเด่น


              กลุ่มเป้าหมายชัดเจน มีความต้องการสินค้าและบริการเฉพาะกลุ่มสูง อาหารจานด่วน, คาเฟ่, ร้านปริ้นท์งาน

ความหนาแน่นของผู้คน:มีปริมาณ Traffic สม่ำเสมอตามรอบเวลาเรียน


จุดด้อย

              พฤติกรรม Hybrid Learning & Delivery รูปแบบการเรียนปรับมาเป็นออนไลน์ผสมผสาน ประกอบกับแอปพลิเคชันจัดส่งอาหาร (Food Delivery) ทำให้นักศึกษาไม่จำเป็นต้องออกมาเดินซื้อของหน้าร้านเหมือนก่อน 


              ปัจจัยฤดูกาล  ยอดขายตกต่ำอย่างรุนแรงในช่วงปิดเทอม 


              การจัดระเบียบพื้นที่ การจัดระเบียบทางเท้าและพื้นที่ค้าขาย ลดเสน่ห์แบบ Street Food และส่งผลให้ค่าเช่าพื้นที่ในอาคารสูงเกินกว่าผู้ค้าเล็กๆ จะแบกรับไหว 


 


ตลาดน้ำและแหล่งท่องเที่ยวสไตล์ย้อนยุค เมื่อความชินชาบดบังความแปลกใหม่


ยุคหนึ่ง "ตลาดน้ำย้อนยุค" หรือตลาดโบราณผุดขึ้นทั่วทุกภูมิภาค แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความนิยมกลับลดลงจนหลายแห่งต้องปิดตัวลง


              จุดเด่น

              เอกลักษณ์และจุดขายชัดเจน ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยบรรยากาศ Nostalgia เหมาะกับการถ่ายรูปและพักผ่อนช่วงหยุดสัปดาห์ 


              เสน่ห์ท้องถิ่น มีสินค้าและอาหารพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ 



จุดด้อย

ปัญหาความซ้ำซ้อน (Lack of Differentiation) ตลาดน้ำส่วนใหญ่ขายสินค้า ร้านค้า และการตกแต่งคล้ายคลึงกันหมด ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึก "มาครั้งเดียวก็เกินพอ"


 

การพึ่งพารถส่วนบุคคล เดินทางเข้าถึงยากสำหรับผู้ไม่มีรถ และขาดกิจกรรมเชิงลึก (Experiential Tourism) นอกจากการเดินกินและถ่ายรูป 


 

ต้นทุนการบำรุงรักษาสิ่งปลูกสร้างไม้ย้อนยุคหรือพื้นที่ริมน้ำมีค่าบำรุงรักษาสูงเมื่อรายได้ลดลง


 


ศูนย์และร้านของฝากริมทาง ถูกดิสรัปต์ด้วยโลจิสติกส์และแพลตฟอร์มออนไลน์


จุดแวะซื้อของฝากบนเส้นทางหลักเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รถทัวร์และนักท่องเที่ยวต้องจอด แต่ปัจจุบันรายได้กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง


จุดเด่น

ทำเลดักทางสัญจร ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ผู้เดินทางต้องผ่าน และมีพื้นที่รองรับที่จอดรถขนาดใหญ่ 


ความน่าเชื่อถือ สินค้ามักเป็นแบรนด์ดั้งเดิมที่ผู้บริโภครู้จักดี 


 

จุดด้อย

 

E-Commerce & Direct Shipping ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องแบกของฝากกลับบ้าน สามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชันหรือร้านค้าจัดส่งตรงถึงบ้านได้ทันที 


 

พฤติกรรมการขับรถ การมีมอเตอร์เวย์สายใหม่และพฤติกรรมการเดินทางที่เน้นความเร็ว ทำให้คนแวะพักน้อยลง


 

การปรับตัวช้าของสินค้า สินค้าขาดการพัฒนารูปลักษณ์ (Packaging) หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ 


สรุปภาพรวมและทางรอด


ทำเลทองในอดีตพึ่งพาเพียง "ปริมาณคนที่เดินผ่าน" (Foot Traffic) แต่ในยุคปัจจุบัน ตัวตัดสินคือ "ประสบการณ์เฉพาะตัวที่ออนไลน์ให้ไม่ได้" (Unreplicable Experience) ร้านค้าและผู้ดูแลทำเลเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวจากการเป็นแค่ "จุดขายของ" ไปสู่การเป็น "ศูนย์รวมกิจกรรม" (Experience Hub) หรือผสมผสานช่องทาง Omni-channel เพื่อประคองธุรกิจให้รอดพ้นจากคลื่นความเปลี่ยนแปลงนี้