จับตาคุม “ดาต้าเซ็นเตอร์” รัฐเร่งปรับเกณฑ์เน้นผลประโยชน์ชาติ “ดร.เรือบิน” ชี้จำเป็นต่อโครงสร้างฐาน AI ไทย แต่นำเข้าฮาร์ดแวร์-จ้างงานต่ำ จี้รัฐโปร่งใสสร้างความเชื่อมั่น
ธุรกิจ “ดาต้าเซ็นเตอร์” (Data Center) เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่หลั่งไหลเข้ามาลงทุนทำกิจการในประเทศไทยเป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระจายโครงการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก
ข้อมูลจากธนาคาร CIMB ซึ่งรวบรวมจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ชี้ว่า ในช่วงปี 2567 ถึง พ.ค.2569 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มากกว่า 44 โครงการ รวมมูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท
แม้จะเป็นตัวเลขมูลค่าการลงทุนที่สูง แต่ขณะเดียวกันธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ก็เผชิญกับแรงต่อต้าน ว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน เมื่ออุตสาหกรรมดังกล่าวเกิดการจ้างงานต่ำ แต่ขณะเดียวกันกลับต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลคอยหล่อเลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งไฟฟ้า น้ำที่ใช้ในระบบหล่อเย็น จนอาจแย่งเอาทรัพยากรที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้
นอกจากนี้ยังมีการปล่อยความร้อนออกมาภายนอก มลพิษทางเสียง รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เนื่องจากที่ผ่านมา การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ มีช่องโหว่ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.โรงงาน ทำให้ในการก่อสร้างไม่ต้องผ่านการทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
เร่งทบทวน BOI ยึดผลประโยชน์ชาติ-สิ่งแวดล้อม
ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เผยว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และตระหนักว่าก่อนหน้านี้ประเทศไทยยังไม่มีการกำกับดูแลธุรกิจกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ จนเกิด “ช่องโหว่” ให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ โดยไม่ผ่าน BOI และภาครัฐไม่สามารถกำกับดูแลเงื่อนไขการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมได้
ทั้งนี้จะเร่งปรับแนวพิจารณาสิทธิประโยชน์ BOI ที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการประเมิน ผลตอบแทนจากการลงทุนของประเทศ หรือ ROI (Return of Investment) เพื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ไทยต้องเสียไปคุ้มค่าหรือไม่กับสิ่งที่ไทยจะได้กลับมา โดยผู้ประกอบการไม่ใช่เพียงแต่เอา “เงิน” มาลงทุน แต่ต้องตั้งศูนย์วิจัยหรือร่วมพัฒนาฝีมือแรงงานไทย เชื่อมห่วงโซ่อุปทานผู้ผลิตในประเทศ จ้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยี ปั้นวิศวกรคลาวด์และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลไทย
เมื่อ 14 ส.ค.2569 รัฐบาลได้ประกาศใช้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569 หรือ “บอร์ดดาต้าเซนเตอร์” ให้ BOI กระทรวงทรัพย์ฯ และ กระทรวงพลังงาน ร่วมกันกำกับดูแล โดยหนึ่งในเงื่อนไข อาจบังคับให้สร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง เพื่อไม่ให้กระทบระบบไฟปกติ
กำหนด KPI ความคุ้มค่าการลงทุน
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ “ดร.เรือบิน” ผู้เชี่ยวชาญด้าน Big Data เผยว่า ในเทคโนโลยีปัจจุบันและความก้าวหน้าของเอไอ การที่ประเทศไทยจะมีธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ถือเป็นเรื่องที่ดีและควรทำอยู่แล้ว เพื่อให้ประเทศไทยสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ด้วยตัวเอง อยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลของไทย ดูแลทั้งในเรื่องของความปลอดภัยและการนำไปใช้งานต่างๆ
อย่างไรก็ดีในส่วนของการดำเนินธุรกิจนั้น ต้นทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่เป็น “ฮาร์ดแวร์” ซึ่งยังเป็นการนำเข้าอุปกรณ์มาจากต่างประเทศ ต่อมาเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้า ที่ต้องมีการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งก็มีข้อกังวลว่าจะมีไฟฟ้าเพียงพอให้ใช้งานและเป็นพลังงานสะอาดหรือไม่ ซึ่งก็อาจต้องมีการผลักดันพลังงานสะอาดให้มากขึ้น
ในขณะเดียวกัน เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่กระบวนการดำเนินงานแทบไม่จำเป็นต้องใช้มนุษย์ อาจมีแค่บุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคบางส่วน หรือใช้กำลังคนในกระบวนการติดตั้ง เฝ้าระวัง และซ่อมบำรุง ซึ่งทำให้เกิดอัตราการจ้างงานที่ต่ำมาก
“ในวันนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าการลงทุน 1 บาท ประเทศไทยจะได้กลับมากี่บาท เพราะในอุตสาหกรรมอื่นที่มีการจ้างงานสูงอาจบอกได้ว่าสร้างอาชีพได้กี่ตำแหน่ง แต่ในอุตสาหกรรมนี้อาจเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า”
ดังนั้นรัฐบาลจึงควรกำหนด ดัชนีวัดผล หรือ KPI ให้ชัดเจนถึงสิ่งที่จะได้กลับมาจากธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ โดยเห็นด้วยกับแนวทางล่าสุดของรัฐบาล ที่เตรียมใช้ ROI มาร่วมพิจารณาสิทธิ โดยมองว่าเป็นโอกาสใน 2 ประเด็น อย่างแรกคือ Know-How ของดาต้าเซนเตอร์ที่จะมาตั้งในไทย ควรต้องออกเป็นระเบียบให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้
ประเด็นที่ 2 คือดูว่า ฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในดาต้าเซนเตอร์ มีส่วนใดที่สามารถผลิตในประเทศ หรือสร้างซัพพลายเชนใหม่เพื่อป้อนเข้าไปได้หรือไม่ ซึ่งควรต้องมีการกำหนดให้ดาต้าเซนเตอร์ใช้อุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อเพิ่มการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทานหรือในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
โครงสร้างพื้นฐาน ดูแลข้อมูลคนไทย
อย่างไรก็ดี ดร.ธรรมธีร์ มองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีความจำเป็นในด้านโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ในการรักษาสินทรัพย์ที่เรียกว่า “ข้อมูล” ของคนไทยมากกว่า
ตอนนี้โลกกำลังก้าวจากยุค Generative AI (เอไอที่ทำหน้าที่เป็นแชตบอทหรือทำงานตามคำสั่ง) สู่ยุค Agentic AI (เอไอที่วางแผนและลงมือทำงานเอง) อย่างเต็มตัว ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
ในอนาคตทุกองค์กรจะต้องมีระบบเอไอของตนเองเพื่อไม่ให้ตกขบวน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่ถือข้อมูลขนาดใหญ่ การใช้ Agentic AI ช่วยจะทำให้มีความรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งจำเป็นต้องเป็นการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในประเทศ
“การมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ ตัวของดาต้าเซ็นเตอร์เองอาจไม่ได้ทำกำไร แต่หากมีการใช้งานฟังก์ชันเหล่านี้ ก็จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐและช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานมหาศาลเข้ามาทดแทน”
ข้อกังวล ดาต้าเซนเตอร์ แลกความปลอดภัย-ทรัพยากรชาติ
ในส่วนของที่มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยข้อมูลของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะสัญชาติจีนนั้น ดร.ธรรมธีร์ มองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เข้ามาลงทุนในไทยก็มีหลายสัญชาติ ทั้งจีน สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อย่างจีนเองก็เป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทยมายาวนาน ดังนั้นในประเด็นความปลอดภัยมองว่าอยู่ที่เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยมากกว่า ที่ต้องมีการออกกฎระเบียบที่ชัดเจนและบังคับใช้อย่างเข้มงวดจริงจัง
“ไม่ว่าจะจีนหรือฝรั่ง ที่เข้ามาลงทุนก็เป็นกลุ่มที่ประพฤติดี แต่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คนไทยไม่บังคับใช้กฎหมาย มีความหย่อนยาน เปิดช่องโหว่ ก็อาจทำให้มีจีนเทา ฝรั่งเทา เข้ามาเอาเปรียบได้”
ในส่วนของข้อกังวลว่า การสูญเสียทรัพยากรประเทศมหาศาลแลกดาต้าเซ็นเตอร์จะคุ้มค่าหรือไม่นั้น ดร.ธรรมธีร์ มองว่า ไม่มีโครงการใดที่มีแต่ผลบวกไม่มีผลลบ แต่ต้องดู ROI ว่าสิ่งที่เสียไปแลกกับสิ่งที่ได้มานั้นคุ้มค่ากับประเทศหรือไม่
หากรัฐบาลประเมินและมั่นใจว่าคุ้มค่า ก็ต้องเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน สื่อสารตรงไปตรงมา มีความโปร่งใส และทำตามเป้าหมายที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ให้ได้
“ในทางกลับกัน ทุกวันนี้รัฐบาลเดินหน้าทำโครงการใดแล้วเกิดคำถามในสังคม แต่กลับถามอย่างตอบอย่าง เช่น เอไอพาสปอร์ตที่วัดผลจากยอดลงทะเบียนมากกว่าการมีคนใช้งานจริงและมีประสิทธิภาพกว่าของฟรี หรือการบอกว่าจะเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลในไทย สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งเหล่านี้ก็สร้างความไม่ไว้วางใจให้กับประชาชน”