ผู้ปกครองเตือนภัย หนุ่มจีนแอบถ่ายเท้าลูก สารภาพคลั่งไคล้เท้า แต่ตำรวจเอาผิดไม่ได้เพราะไม่มีข้อกฎหมาย “ทนายเกิดผล” รับเป็นช่องว่าง ไม่เข้าข่ายอนาจาร-PDPA จริง
ผู้ปกครองออกมาเตือนภัย หนุ่มจีนแอบถ่ายเท้าของเด็ก สารภาพมีอาการคลั่งเท้า เมื่อแจ้งตำรวจกลับเอาผิดไม่ได้ระบุไม่เข้าข้อกฎหมาย โดย คุณภาณิ ผู้ปกครองที่ประสบเหตุ เล่าเหตุการณ์กับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ว่าเมื่อวันเสาร์ที่ 15 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้พาลูกไปเที่ยวงานวันเกิดของเพื่อน ที่ Playfarm (เพลย์ฟาร์ม) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนวการเรียนรู้และพักผ่อนสำหรับครอบครัวและเด็ก แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยมีเด็กๆ และผู้ปกครองไปร่วมงานกันหลายครอบครัว
ต่อมาได้พบความผิดปกติ คือชายหนุ่มชาวจีนคนหนึ่ง เข้าไปใช้บริการโดยไม่ได้พาเด็กๆ ไปด้วย โดยมายืนชิดกับบ่อเล่นโคลนของเด็กๆ และนำมือถือออกมาถ่ายภาพ เมื่อสอบถามว่าถ่ายทำไมก็ไม่ยอมตอบ มีการยื้อแย้งโทรศัพท์และด่ากราดอย่างรุนแรง สุดท้ายจึงได้มีการเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาไกล่เกลี่ย
เมื่อตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของชายคนดังกล่าว พบภาพและวิดีโอที่ซูมถ่ายบริเวณขาและเท้าของเด็กผู้หญิง สอบถามก็รับสารภาพว่ามีอาการ “คลั่งเท้า” (Foot Fetish) หรือรสนิยมที่หลงใหลชื่นชอบเท้าของมนุษย์ สามารถกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกทางเพศได้ จึงตัดสินใจไปดำเนินคดีที่โรงพัก
อย่างไรก็ดีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับแจ้งว่าในแง่ของกฎหมาย ไม่ได้เข้าข่ายละเมิด เพราะไม่ได้มีการถ่ายภาพอวัยวะเพศหรือใต้ร่มผ้า และไม่เข้าข่าย PDPA เพราะรูปไม่มีการถูกส่งต่อหรือโพสต์ลงในโลกออนไลน์
เมื่อตรวจสอบภายในโทรศัพท์มือถือเพิ่มเติมเพื่อหาว่ามีความผิดเข้าข่ายกระทำอนาจารหรือครอบครองสื่อลามกของเด็กหรือไม่ ก็พบแต่เพียงภาพถ่ายเท้า เจ้าหน้าที่จึงเพียงทำประวัติชายชาวจีนเอาไว้แต่ไม่ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายเพิ่มเติม
“เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พยายามช่วยเต็มที่แต่กฎหมายยังไม่คุ้มครองมาถึงตรงนี้ อย่างหลายคนก็บอกว่าไม่รู้จักว่าโรคคลั่งเท้าคืออะไร ดังนั้นในแง่กฎหมายอาจไม่ควรสำคัญที่รูปต้องเป็นอวัยวะเพศ แต่ควรต้องมองที่เจตนามากกว่า”
รู้จัก “โรคคลั่งเท้า”
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์และโฆษกกรมสุขภาพจิต ชี้ว่า อาการคลั่งเท้า (Foot Fetish) จัดอยู่ในกลุ่มโรคผิดปกติทางเพศ (Paraphilic Disorders) หรือการมีรสนิยมทางเพศที่อาจจะต่างจากบรรทัดฐานทางเพศตามปกติ
สำหรับอาการคลั่งเท้า มีชื่อว่า Podophilia คือมีความชื่นชอบและมีความรู้สึกทางเพศต่อเท้า ซึ่งอาการเหล่านี้มีได้หลายอย่าง เช่น การชอบจ้องมองเท้าของผู้อื่นเพราะกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมอื่น หรือถึงขั้นสัมผัส
อย่างไรก็ดีเป็นความผิดปกติทางเพศที่ไม่ได้พบเยอะมาก แต่ถือว่าพบบ่อยที่สุดในกลุ่มที่มีรสนิยมทางเพศ (Fetish) กับอวัยวะของมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยพบกรณีก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม เนื่องจากสังเกตเห็นได้ยาก และคนที่มีอาการเหล่านี้มักมีอาการอาย ไม่กล้าไปปรึกษาแพทย์
ทั้งนี้อาการดังกล่าวหากไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตตนเองและผู้อื่น ได้รับการยินยอมทั้งสองฝ่าย อาจถูกมองว่าเป็นรสนิยมทางเพศ (Fetish) มากกว่า แต่เมื่อใดที่เริ่มเกิด "ภาวะการสูญเสียฟังก์ชัน" (Loss of Function) คือควบคุมอาการไม่ได้จนสร้างความทุกข์ทรมานให้ตนเอง ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันหรือเข้าสังคมกับผู้อื่นได้ หรือนำไปสู่การละเมิดผู้อื่นหรือก่อความวุ่นวายในสังคม ก็อาจเข้าเกณฑ์เป็นโรคทางจิตเวช หรือ Fetishistic Disorder ได้
ในส่วนของโรคเบี่ยงเบนทางเพศ ที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน อาทิ โรคใคร่เด็ก (Pedophilia) ที่มีการละเมิดหรือครอบครองสื่อลามกเด็ก, โรคชอบอวดอวัยวะเพศ (Exhibitionistic Disorder) ที่อาจเข้าข่ายอนาจารในที่สาธารณะ, ภาวะใคร่ศพ (Necrophilia) ที่มีการกระทำอนาจารกับศพ เป็นต้น
“แต่ในกรณีที่มีรสนิยมกับสิ่งแปลกๆ แล้วไม่ได้เกิดการล่วงละเมิดอย่างแท้จริง หรือกฎหมายไม่ครอบคลุม ก็อาจจะเอาผิดได้ยาก”
ช่องว่างเอาผิดทางกฎหมาย
ในส่วนของการเอาผิดทางกฎหมาย ทนายเกิดผล แก้วเกิด ให้ข้อมูลว่าในส่วนนี้กฎหมายไม่ครอบคลุมจริง โดยในส่วนของ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ กฎหมาย PDPA นั้น การถ่ายรูปเท้าเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถระบุถึงตัวบุคคลได้
ในส่วนของการละเมิด ถ่ายรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็อาจจะเข้าข่ายได้หากเจ้าของเท้าได้รับความเสียหาย แต่หากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นก็ไม่มีความผิดทางอาญา
ในกรณีนี้แม้ผู้ก่อเหตุนำรูปไปโพสต์ลงในโลกออนไลน์ แต่หากไม่มีใครทราบว่าเจ้าของเท้าเป็นใคร ก็ยังถือว่าไม่มีความผิดเกิดขึ้น หรือแม้จะถ่ายรูปติดใบหน้าหรือระบุตัวเจ้าของเท้าได้ แต่หากไม่ทำให้เกิดความเสียหาย เช่น เป็นการโพสต์ภาพเฉยๆ โดยไม่มีข้อความประกอบที่วิพากษ์วิจารณ์หรือใส่ความ ก็ถือว่ายังไม่มีความผิดเกิดขึ้นเช่นกัน
อีกกรณีที่อาจเข้าข่ายความผิดลหุโทษได้ คือการถ่ายภาพเท้า มีลักษณะข่มเหงจิตใจ เช่น เดินตื้อตามถ่ายโดยเจ้าของเท้าไม่ยินยอม
ในส่วนที่การถ่ายภาพเท้า เกิดจากอาการคลั่งเท้าและส่อเจตนาว่าจะนำรูปไปเพื่อใช้ในเชิงอนาจารนั้น ต้องมีการพิสูจน์แน่ชัดก่อนว่ามีเจตนาคุกคามทางเพศ หรือมีหลักฐานที่แน่ชัดว่ารูปนั้นถูกนำไปใช้เชิงอนาจารจริงๆ เช่น การส่งภาพหรือวิดีโอเข้าไปในกลุ่มแชตของผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน จึงจะเข้าข่ายคุกคามทางเพศตามกฎหมายได้ แต่ปัญหาคือเจ้าหน้าที่สามารถพิสูจน์ทราบได้แค่ไหน
“ในมุมมองของกฎหมายยังไม่เกิดความเสียหายต่อใคร แต่ในความรู้สึกของผู้ปกครองหรือเยาวชนอาจมองว่าเป็นช่องว่างได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ครอบคลุมจริงๆ แต่อาจคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จึงไม่มีการบัญญัติถึง”