รื้อ ภาษีรถยนต์ ก่อนสาย “นักวิชาการ” เห็นด้วย แก้เกณฑ์รถยนต์ใช้ไฟฟ้าให้ทุกค่ายเท่าเทียม โดยไม่ทิ้งรถสันดาป ปกป้องห่วงโซ่อุปทาน-แรงงานไทย ชี้ยังมีแต้มต่อเหนือ “อินโดนีเซีย”

จากกรณีช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดประเด็นถกเถียงในเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เมื่อรัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย ประกาศเชิญชวนให้ “โตโยต้า” ผู้ผลิตยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังอินโดนีเซีย โดยพร้อมจะมอบสิทธิประโยชน์ให้ตามที่ร้องขอ

ขณะที่นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงกรณีดังกล่าวพร้อมให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ แนะรัฐบาลไทยปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีที่เท่าเทียมและเป็นธรรม โดยชี้ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเรื่องภาษีสรรพสามิต โดยเฉพาะรถยนต์ที่นำเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศ

นายศุภกร รถยนต์ไฟฟ้า เสียภาษีนำเข้าในอัตราต่ำเพียง 8% และยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอีก 50,000 บาทต่อคัน ภายใต้นโยบาย EV 3.5 ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศแทบไม่ต้องเสียภาษี ตรงกันข้ามกับรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ ซึ่งกลับต้องเสียภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตในประเทศ ขณะเดียวกันยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเป็นจำนวนมาก (อ่านต่อ : ศุภกร แม่ทัพโตโยต้า แนะรัฐเร่งปกป้องฐานผลิตยานยนต์ไทย สกัดทุนฉวยช่องโหว่กฎหมาย–ภาษี)

ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เปิดเผยว่าได้สั่งการให้เร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและจูงใจให้เกิดการผลิตในประเทศ โดยจะเร่งพิจารณาให้ได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ย.2569 นี้

นายเอกนิติ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียม ไม่มีความลักลั่นกันในกลุ่มประเทศที่มีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรในการนำเข้าที่ถูกกว่าประเทศอื่น

ดังนั้นเครื่องมือที่สามารถสร้างความเป็นธรรมในประเทศได้ คือ ภาษีสรรพสามิต และอาจทำให้ไทยจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป กับค่ายรถยนต์ที่ลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างจริงจัง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง

เดินหน้าตามโลก แต่ไม่ทิ้งอุตสาหกรรมเดิม

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสด้านนโยบายสาธารณะและเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่า ด้วยทิศทางของโลกในปัจจุบัน “รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า” ทั้ง EV หรือไฮบริดต่างๆ จะเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของโลก ซึ่งประเทศไทยควรสนับสนุนทั้งหมดไม่ใช่ประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่ต้องแก้เกณฑ์จำแนกสินค้าไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

ขณะเดียวกันในส่วนของรถยนต์สันดาป  หรือ รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ไทยควรปรับตัวเองให้เป็น ผู้ผลิตรายสุดท้ายที่อยู่รอดในตลาด (Last Mile Standing) ในขณะที่โลกและคู่แข่งส่วนใหญ่กำลังแห่กันเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับคนที่ยังใช้ระบบเก่าอยู่ ให้ห่วงโซ่อุปทานบางส่วนในรถยนต์สันดาปที่ยังสร้างมูลค่าสูงต้องสามารถไปต่อได้

“เราไม่ควรทิ้งทางใดทางหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย เราควรที่จะสามารถกระโดดไปเทคโนโลยีใหม่ได้ ไม่ว่าจะ EV ไฮบริด หรืออะไรก็ตาม อย่าไปเจาะจงแต่เปิดให้แข่งขันกัน ในขณะเดียวกันต้องไม่ทิ้งส่วนเก่า เพราะยังมีคนที่ปรับตัวช้า” 

รื้อภาษีรถยนต์ให้เท่าเทียม

ดร.นณริฏ เห็นด้วยว่า การรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เป็นเรื่องที่สมควรทำ โดยตั้งเป้าว่าทำอย่างไรให้ผู้ที่เข้ามาลงทุน สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยมากที่สุด

ในส่วนของการสร้างความเป็นธรรมทางภาษี มองได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ความเท่าเทียมในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า แต่ละค่ายควรได้อัตราภาษีที่เท่าเทียมกัน หรือผู้ผลิตที่ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ควรได้อัตราภาษีที่ต่ำกว่าผู้ที่นำเข้ามา

“ถ้านำเข้ามาแล้วได้ราคาถูกกว่า แล้วใครจะมาผลิตในไทย ดังนั้นรัฐต้องใช้เครื่องมือหรือวิธีการใดก็ตาม ให้สิ่งที่นำเข้ามาแพงกว่าการผลิตในประเทศ”

ส่วนที่สองคือ ความเท่าเทียมในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าและผู้ผลิตรถยนต์สันดาป ที่ต้องมีการสร้างสมดุล ซึ่งในการกำหนดภาษีควรใช้ 2 เกณฑ์ คือ หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) สิ่งที่ก่อมลพิษสูงกว่าย่อมต้องเสียภาษีมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้งานแล้ว แต่อาจลืมคำนึงไปว่านอกจากผลประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้วประเทศได้ประโยชน์ใดอีกบ้าง

เกณฑ์ต่อมาคือ ยานยนต์ประเภทที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เกิดการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ก็ควรได้รับการอุดหนุนเช่นกัน ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบเกณฑ์ของ BOI โดยรัฐบาลต้องมาพิจารณาหักลบผลประโยชน์ของ 2 เกณฑ์นี้ โดยในทางทฤษฎีหากดำเนินตามครบทั้ง 2 เกณฑ์ ก็ถือว่าเกิดความเท่าเทียมกัน เพราะคำนึงถึงทั้งสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วย

“ในมุมสิ่งแวดล้อม อีวีได้แต้มต่อ ก็ถือว่าเหมาะสม แต่คำถามคือในมุมผู้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กลุ่มนี้ได้แต้มต่อหรือยัง เพราะรถสันดาปก่อให้เกิดการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทานจำนวนมาก ซึ่งเขาก็ควรได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน หรือไม่เช่นนั้นกลุ่ม EV ก็ต้องสร้างประโยชน์ในส่วนนี้เพิ่มขึ้นเพื่อให้ทัดเทียมกัน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เป็นเช่นนั้น ดังนั้นจึงต้องปรับสมดุลด้วย เพราะหากไทยทิ้งสันดาปไปเลย ประโยชน์ส่วนนี้ก็จะหายไป เราอาจได้สิ่งแวดล้อมที่ดีแต่ประชาชนอดตาย”

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส TDRI
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส TDRI

ข้อควรระวังรื้อภาษีรถยนต์

ดร.นณริฏ มองว่าในการรื้อโครงสร้างภาษีครั้งนี้ มีข้อควรระวังอยู่ 2 ประการ ประการแรกคือ ความคุ้มค่าในด้านการคลัง เพราะด้วยงบประมาณที่มีอยู่จำกัด ประเทศไทยคงไม่สามารถเข้าไปอุดหนุนได้มาก หรือหากไม่อุดหนุนโดยตรงแต่อุดหนุนผ่านการลดภาษี ก็จะทำให้รายได้ของรัฐน้อยลงเช่นกัน ในส่วนนี้จึงต้องทำอย่างระมัดระวังและยืนยันว่าทำแล้วคุ้มค่า

ประการต่อมาคือ มุมการต่างประเทศ เพราะหากมีการดำเนินนโยบายแล้วกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลก็อาจต้องทำงานหนักมากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศจีนซึ่งสนับสนุนผู้ผลิตของตนเอง ที่ผ่านมาเมื่อเกิดข้อพิพาทต่างๆ รัฐบาลจีนมักจะตอบโต้ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งประเทศไทยต้องมั่นใจว่ามีหลักการและเครื่องมือที่ถูกต้อง

รถสันดาปย้ายฐานไป “อินโดฯ” ยาก

ในกรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซีย เชิญชวนให้ผู้ผลิตรถยนต์สันดาปในไทยย้ายฐานการผลิตนั้น ดร.นณริฏ มองว่า เกิดขึ้นได้ยาก โดยนอกจากที่ทางผู้ผลิตออกมายืนยันว่ายังไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตแล้ว ประเทศไทยยังคงมีแต้มต่อในเรื่องของ ความได้เปรียบตามธรรมชาติ (Natural Advantage) ซึ่งประเทศไทยเจอกับภัยพิบัติหรือภัยธรรมชาติน้อยกว่าอินโดนีเซียหรือประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้ในด้านการขนส่ง ยังสามารถเชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ ได้สะดวกมากกว่า

นอกจากนี้ที่ผู้ผลิตยังคงมาลงทุนที่ประเทศไทย เนื่องจากคนไทยมีผู้ใช้รถจำนวนมาก ที่ 7-8 แสนคัน และยังมีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ที่ค่อนข้างดี ทั้งนี้เมื่อไทยยังมีแต้มต่อในด้านนี้อยู่ รัฐบาลก็ควรต้องรักษาไว้ไม่ให้สูญเสียไป และไม่ควรทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในด้านสิทธิประโยชน์อื่นๆ มากนัก

“ข้อได้เปรียบด้านฐานการผลิตรถสันดาปของไทยลดน้อยลงเรื่อยๆ ตั้งแต่อีวีเข้ามากินส่วนแบ่งในประเทศ หรือนโยบายรัฐที่ทำให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งทางผู้ผลิตเองก็ไม่ได้ขอสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าแต่ขอให้แข่งขันอย่างเท่าเทียม ในแง่มุมนี้จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะการแข่งขันที่เท่าเทียมนอกจากผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ผู้บริโภคแล้ว เมื่อเชื่อมห่วงโซ่อุปทานไป ธุรกิจ SME ก็เติบโต เกิดการจ้างงาน” 

โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปัจจุบัน

  • รถยนต์สันดาป (ICE) อยู่ที่ 13-50% ขึ้นอยู่กับค่า CO2

เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร

- ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. ภาษี 13%

- ปล่อย CO2 101-120 กรัม/กม. ภาษี 22%

- ปล่อย CO2 121-150 กรัม/กม. ภาษี 25%

- ปล่อย CO2 151-200 กรัม/กม. ภาษี 29%

- ปล่อย CO2 เกิน 200 กรัม/กม. ภาษี 34%

เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร หรือ รถยนต์หรู/ซูเปอร์คาร์ ภาษี 50%

  • รถยนต์ไฮบริด (HEV) และไมลด์ไฮบริด (MHEV)

เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร

- ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. ภาษี 6%

- ปล่อย CO2 101–120 กรัม/กม. ภาษี 9%

- ปล่อย CO2 121–150 กรัม/กม. ภาษี 14%

- ปล่อย CO2 151–200 กรัม/กม. ภาษี 19%

  • รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ปรับเกณฑ์โดยเน้นระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้า

- วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ ไม่ต่ำกว่า 80 กม. ต่อ 1 การชาร์จ ภาษี 5%

- วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ ต่ำกว่า 80 กม. ต่อ 1 การชาร์จ ภาษี 10%

- เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิดภาษี 30%

  • รถยนต์ไฟฟ้า (BEV)

- รถยนต์ไฟฟ้า ภาษี 2% (ลดจาก 8%)

- รถกระบะไฟฟ้า ภาษี 2% (จากเดิมได้รับการยกเว้น ภาษี 0%)