รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปราชการ ยุบ 11 ตำแหน่ง เดินหน้าลดคน-ยุบหน่วยงาน นักวิชาการ” มองเป็นยาขมที่ต้องกล้ากลืน ทางรอดภาระทางการคลัง แนะยึดภารกิจที่จำเป็น-ยกเครื่องระบบค่าตอบแทน
จากกรณีที่รัฐบาลวางแผนรื้อโครงสร้าง ปฏิรูประบบข้าราชการไทย โดยก่อนหน้านี้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้กล่าวว่าจะมีการพิจารณายุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน รวมถึงหน่วยงานที่ไม่ผ่านการประเมินมาหลายปี
ขณะที่ล่าสุด 11 ส.ค.2569 นายปกรณ์ เผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากงบประมาณประเทศกว่า 73% ถูกใช้ไปกับรายง่ายประจำ และในจำนวนนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นเงินเดือน บำนาญและงบสวัสดิการของข้าราชการ ทำให้เหลืองบในการลงทุนและพัฒนาที่จำกัด โดย ก.พ. มีแนวทางดำเนินการ 4 มาตรการหลัก คือ
- มาตรการที่ 1 การตรึงอัตรากำลัง กำหนดให้จำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานอัตรากำลังสูงสุด
- มาตรการที่ 2 ยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งในประเภทวิชาการและประเภททั่วไป โดยไม่กระทบต่อผู้ที่ครองตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน
- มาตรการที่ 3 ยุบเลิกสายงานที่ไม่มีความจำเป็นต้องมีบุคลากรจำนวนมาก
- มาตรการที่ 4 ปรับโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานให้มีความทันสมัยและรัดกุมมากขึ้น นำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการประชาชน
นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า เบื้องต้นคาดว่าจะลดได้มากกว่า 30,000 อัตรา และตั้งเป้าลดสัดส่วนงบประมาณประจำให้เหลือไม่เกิน 30%
ขณะเดียวกัน มีการเสนอให้ยุบตำแหน่งสายงานสนับสนุน ที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่
1. พนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง)
2. พนักงานเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์
3. พนักงานสื่อสาร
4. พนักงานโสตทัศนศึกษา
5. พนักงานห้องสมุด
6. นายช่างขุดลอก
7. นายช่างพิมพ์
8. นายช่างภาพ
9. นายช่างศิลป์
10. บรรณารักษ์ (ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม)
11. ผู้ประกาศและรายงานข่าว
ปฏิรูประบบราชการ ยาขมที่จำเป็น
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสด้านนโยบายสาธารณะและเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
ดร.นณริฏ ชี้ว่าโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในเวลานี้คือภาระทางการคลังสูง ซึ่งจำนวนมากก็มาจากงบรายจำประจำของข้าราชการ ดังนั้นการที่รัฐบาลจะเดินปฏิรูประบบราชการนั้นมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะที่ผ่านมามีความพยายามหลายครั้งแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและมีแรงเสียดทานสูง
ทั้งนี้ในภาควิชาการมองว่าการปฏิรูปราชการมีความจำเป็นมาตลอด โดยขั้นตอนแรกต้องคิดก่อนว่าสำหรับประเทศไทย “ภาครัฐ” ควรมีขนาดใหญ่ขนาดไหน ควรใช้งบประมาณในภาพรวมเท่าไหร่ และยึด "ภารกิจ" เป็นหลัก ว่าภารกิจใดมีความจำเป็นหรือไม่จำเป็น ในภารกิจที่จำเป็นนั้นสามารถใช้ดิจิทัลแทนกำลังคนได้หรือไม่
“อยากให้ยึดที่ภารกิจ ว่ารัฐไทยสมัยใหม่ต้องทำอะไรบ้าง หน่วยงานไหนยังจำเป็น ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงหรือทำการศึกษาได้ ซึ่งอาจไม่จำเป็นถึงขั้นต้องเป็นงานวิจัย แต่อาจเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา โดยอาจเพิ่มภาควิชาการให้มากหน่อย ภาคการเมืองให้น้อยหน่อยเพื่อป้องกันเรื่องผลประโยชน์”
ในส่วนของ “ค่าตอบแทน” ก็มีความสำคัญ อาจต้องศึกษาว่ามีความเหมาะสมกับงานหรือไม่ หากให้ค่าตอบแทนหรือสวัสดิการมากเกินไปสุดท้ายแล้วก็ต้องมาปรับลดคนเพื่อให้งบประมาณเพียงพอ และก็ไม่ได้การันตีว่าจะดึงดูดให้คนเก่งเข้ามาสู่ระบบ เห็นได้จากกรณีโกงสอบที่ผ่านมา หรือถ้าหากมีการปรับลดค่าตอบแทนลงได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องลดจำนวนคนก็ได้
“อีกประเด็นคือความสามารถ จากที่เราเห็นการโกงสอบข้าราชการ ซึ่งจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการมอบสวัสดิการที่สูงแล้วจะเป็นคนเก่งที่ได้ตำแหน่ง ถ้ายังมีการโกงกินอยู่แบบนี้ นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องถูกสะสางด้วย ระบบจึงจะไปต่อได้”
ดร.นณริฏ มองว่า ในการพิจารณาว่าตำแหน่งใดควรยุบหรือเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานนั้น ต้องมีการศึกษาหรือการลงไปเก็บข้อมูล ว่าตำแหน่งงานนั้นๆ มีประสิทธิภาพการทำงานมากน้อยเพียงใด, มีประชาชนเข้ามาใช้บริการในส่วนงานนี้เท่าไหร่
เบื้องต้นสำหรับ 11 สายงานที่เตรียมยุบเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุนั้น มองว่าตำแหน่งบางส่วน เป็นผลมาจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ทำให้ตำแหน่งเหล่านี้ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังคนมากเท่าเดิม หรือสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยมากขึ้น เช่น ในการใช้บริการห้องสมุด ที่สามารถปรับมาใช้ระบบออนไลน์ได้ หรือการมีประชาชนไปใช้บริการสืบค้นข้อมูลน้อยลง เนื่องจากหันมาใช้เครื่องมือทางออนไลน์หรือเอไอแทน เป็นต้น
ขณะที่ตำแหน่งบางส่วน อาจไม่จำเป็นต้องเป็น “ข้าราชการ” แต่รัฐสามารถดำเนินการในรูปแบบอื่นได้ ทั้งการให้เอกชนดำเนินการ หรือจ้างในตำแหน่งงานที่ไม่ใช่ข้าราชการ เช่น ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ ซึ่งก็จะลดงบประมาณในส่วนสวัสดิการข้าราชการได้
“อย่างไรภาครัฐก็ต้องมีขนาดเล็กว่านี้ เราเข้าสู่งสัมคมสูงวัย ประชากรมีแนวโน้มลดลง การนำระบบดิจิทัลหรือเอไอเข้ามาใช้ ทุกอย่างชี้ไปในทิศทางว่ารัฐต้องมีขนาดเล็กลง และเมื่อเราไปดูงบประมาณในภาพรวม จะพบว่ากินไปถึงประมาณ 17% ของจีดีพี และในความเป็นจริงภาครัฐใช้เกินกว่านั้น ทำให้ต้องใช้งบประมาณที่เหลืออย่างจำกัดจำเขี่ย”
ต้องกล้าเดินหน้านโยบายต่อเนื่อง
ทั้งนี้นโยบายนี้จะทำได้สำเร็จหรือไม่นั้น ดร.นณริฏ ยอมรับว่าการปฏิรูประบบราชการทำได้ยาก และเป็นพันธะสัญญาทางการเมือง (Political Commitment) ที่ต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในส่วนนี้จึงอยากเอาใจช่วย
ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เคยมีนโยบายลดขนาดกำลังคนภาครัฐ แต่ขนาดเป็นรัฐบาลที่เริ่มมาจากการรัฐประหารและอยู่ยาวถึง 8 ปี กลับยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก ในปัจจุบันเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ที่มีวาระ 4 ปีและยังไม่แน่นอนว่าจะอยู่ครบวาระหรือไม่ นอกจากนี้ยังต้องบริหารฐานเสียง เพราะต้องเผชิญแรงต่อต้านจากประชนบางกลุ่มอย่างแน่นอน
“หากต้องการพัฒนาคน ปฏิรูประบบก็ต้องมีความเข้มงวด แต่คนก็จะไม่ชอบก็เลยเกิดปัญหากับดักประชานิยม ที่ท้ายที่สุดเราก็จะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เอาใจทุกคน แจกเงินฟรีๆ แต่ถ้าอยากออกจากวังวนนี้เราก็ต้องการรัฐบาลที่เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ เชื่อว่าจะส่งผลดีในระยะยาว”
ขณะเดียวกันอาจต้องมีการทำงานทางความคิดร่วมด้วย ให้เกิดความเข้าใจและมองเห็นความจำเป็นของการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งภาควิชาการมีข้อมูลพร้อมสนับสนุน
อย่างไรก็ดี ดร.นณริฏ มองว่าประเด็นสำคัญคือการต่อสู้กับ “รัฐราชการ” ที่ข้าราชการเป็นผู้มีอำนาจ อยู่ในระบบอย่างยาวนานแม้รัฐบาลจะเปลี่ยน
“ไม่ว่ารัฐบาลเปลี่ยน แต่ข้าราชการจะอยู่ต่อ ลูกน้องก็เลื่อนขึ้นมาเป็นเจ้านาย ท้ายที่สุดก็เหมือนเป็นฐานกำลังหนึ่งที่ต่อสู้ด้วยยาก ขณะเดียวกันก็มีเรื่องผลประโยชน์เกี่ยวข้องเยอะและเชื่อมโยงกับปัญหาคอรร์รัปชัน เพราะข้าราชการคือหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) เป็นผู้ใช้ดุลยพินิจและเป็นบ่อเกิดแห่งการทุจริต ทั้งใต้โต๊ะบนโต๊ะ จึงอยากให้รัฐบาลกล้าสะสาง”
ในการปฏิรูปราชการนั้น ไม่อาจกำหนดได้ว่าจะสำเร็จในกี่ปี เพราะเป็นนโยบายที่ต้องทำตลอดอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่ง เนื่องจากบทบาทของรัฐยุคใหม่จะเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
“รัฐต้องเผชิญโจทย์ใหม่ทุกวัน สังคม เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง รัฐจะหยุดหรืออยู่นิ่งไม่ได้ ต้องมีความกระฉับกระเฉง”