ถอดโมเดล SROs ตำรวจประจำโรงเรียน ในสหรัฐฯ ประเมินภัยคุกคาม ป้องกันอาชญากรรม-กราดยิง “อดีตตำรวจสหรัฐฯ” เชื่อไทยมีบุคคลากรเพียงพอ-ปรับใช้ได้ผล
จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 เกิดเหตุนักเรียนชั้น ม.3 ใช้อาวุธปืนกราดยิงคนในครอบครัวและในโรงเรียนที่ จ.นนทบุรี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 9 ราย และบาดเจ็บกว่า 27 ราย กลายเป็นประเด็นที่สะเทือนสังคมไทยในหลายมิติ
รวมถึงประเด็นที่ “โรงเรียน” ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งเด็กๆ และเยาวชนของชาติใช้เวลาในแต่ละวันมากที่สุด และควรจะเป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ แต่กลับเกิดเหตุสลดเช่นนี้ รวมถึงครั้งนี้ยังไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุกราดยิงในสถานศึกษา ประเทศไทยจะสามารถวางมาตรการอย่างไรได้บ้าง เพื่อคืนความปลอดภัยให้สถานศึกษา และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
แนวคิดหนึ่ง ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการมี “เจ้าหน้าที่” ซึ่งมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการดูแลความปลอดภัยและระงับเหตุฉุกเฉินประจำอยู่ในทุกโรงเรียน ซึ่งโมเดลการทำงานของเจ้าหน้าที่ในลักษณะนี้ เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศรวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีเหตุกราดยิงในโรงเรียนบ่อยครั้ง ที่เรียกกันว่า SROs (School Resource Officers) หรือเรียกง่ายๆ ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำโรงเรียน
SROs คืออะไร
ข้อมูลจาก USAFacts องค์กรรวบรวมและนำเสนอข้อมูลสถิติภาครัฐของสหรัฐฯ ให้นิยาม SROs ว่าเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ประเมินภัยคุกคาม และป้องกันอาชญากรรมในโรงเรียน โดยสามารถทำการจับกุม รับแจ้งเหตุ และบันทึกเหตุการณ์ภายในเขตอำนาจของตนได้เหมือนตำรวจทั่วไป นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นผู้สอน ผู้จัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน และที่ปรึกษาประจำโรงเรียน
ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ รายงานข้อมูลล่าสุดในปี 2563 ว่ามีเจ้าหน้าที่ SROs จำนวน 23,426 นายในโรงเรียนทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่ได้ถูกจ้างโดยโรงเรียน แต่สังกัดสถานีตำรวจท้องถิ่น, กรมนายอำเภอ และแผนกตำรวจประจำเขตพื้นที่การศึกษา
นอกจากดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนแล้ว SROs ยังมีหน้าที่ประสานงานกับชุมชนในการดูแลสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเยาวชน ให้ความรู้ในการป้องกันอาชญากรรม ซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน เช่น กราดยิง ความตระหนักรู้เรื่องยาเสพติด การแก้ไขข้อขัดแย้ง เป็นต้น
ขณะที่ข้อมูลจาก RAND สถาบันด้านนโยบายสาธารณะจากสหรัฐฯ รายงานถึงงานวิจัยในปี 2021 ซึ่งทำการศึกษาในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ว่าการมี SROs ช่วยลด “พฤติกรรมรุนแรงที่ร้ายแรง” ในกลุ่มเด็ก ม.ต้นได้
ขณะที่ผลการศึกษาในปี 2023 พบว่า การมี SROs ลดเหตุการณ์รุนแรงที่ไม่เกี่ยวกับปืน เช่น การทะเลาะวิวาทและการข่มขู่ ได้ราว 30% แต่อย่างไรก็ดีในการป้องกันเหตุกราดยิงนั้น เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อย จึงยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอว่า SROs สามารถป้องกันเหตุกราดยิงมวลชนได้จริงหรือไม่
บทบาท SROs ในเหตุฉุกเฉิน
นายสุวิทย์ ยงหวาน อดีตตำรวจรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเคยปฏิบัติงานในสหรัฐฯ 28 ปี ให้ข้อมูลกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ชี้ว่าจากเหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เยาวชนผู้ก่อเหตุอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่สหรัฐฯ เรียกว่า Child at Risk (เยาวชนกลุ่มเสี่ยง) ซึ่งเป็นช่วงวัยที่หากก้าวผิดพลาดก็เสี่ยงที่จะออกนอกลู่นอกทาง และพัฒนากลายเป็นอาชญากรได้ จึงมีการเฝ้าระวังตั้งแต่ระดับครอบครัว โดยสถานีตำรวจในแต่ละพื้นที่ จะมีแผนกที่ดูแลคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน (Juvenile Division) ความขัดแย้งและรุนแรงในครอบครัวโดยเฉพาะ
ในระดับต่อมาคือ “โรงเรียน” ก็มี SROs ดูแล โดยในแต่ละโรงเรียนจะประจำอย่างน้อย 1 นาย และเป็นตำแหน่งที่ประชาชนในแต่ละพื้นที่ต้องการอย่างมาก จนในหลายครั้งพรรคการเมืองก็นำมาเป็นนโยบายในการหาเสียง โดยผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ SROs จะต้องผ่านการเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายก่อน จากนั้นต้องผ่านหลักสูตรฝึกอบรมโดยเฉพาะ ให้มีทักษะทางจิตวิทยาเด็ก การแก้ไขปัญหาครอบครัว
ในการปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ SROs จะทำหน้าที่ทั้ง “ป้องกัน” และ “แก้ไขปัญหา” โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลของนักเรียนแต่ละคนโดยละเอียด คอยตรวจตรา เฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยง เข้าร่วมดูแลในกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน ในกรณีที่มีเยาวชนกระทำความ SROs จะเป็นคนดำเนินการทางกฎหมาย ทั้งการติดต่อผู้ปกครอง และทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งศาลเด็กและเยาวชน รวมถึงสถานพินิจ
“เจ้าหน้าที่ SROs จะมีออฟฟิศประจำในแต่ละโรงเรียน คอยเก็บข้อมูล สอดส่องเมื่อเด็กมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวหรือปัญหาในโรงเรียน และเข้าไปช่วยแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยหรือไปจนถึงการยื่นเรื่องฟ้องศาล ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มี และนี่เป็นโอกาสที่เหมาะสมหากไทยคิดจะทำ”
ในกรณีที่เกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน SROs จะทำหน้าที่เป็นเหมือน “ผู้บัญชาการเหตุการณ์” คอยประเมินสถานการณ์ ดูแลการอพยพ เป็นตัวกลางประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสรรว่าต้องติดต่อนำเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาระงับเหตุกี่นาย เป็นต้น
แนะปรับใช้ในประเทศไทย
นายสุวิทย์ มองว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดระบบการป้องกันอาชญากรรมในโรงเรียน การนำระบบ SROs มาใช้ก็อาจเป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ และเชื่อว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่เพียงพอในการปฏิบัติงาน โดยอาจจูงใจโดยการเพิ่มเงินเดือน ค่าปฏิบัติหน้าที่ หรือตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือเริ่มจากการใช้ตำรวจหญิงที่อาจเข้าถึงเยาวชนได้อย่างละมุนละม่อมกว่า ประจำที่โรงเรียนละ 2 คน
หรืออย่างน้อยควรมีการเริ่มต้นวางรากฐานการป้องกันเหตุและรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน ฝึกอบรมคุณครูและบุคลากรให้รู้ข้อมูลพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคน มีความรู้ด้านจิตวิทยาพื้นฐานด้วย เป็นต้น
“ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ต้องเริ่มจากการวางรากฐานที่แข็งแรง และเชื่อว่าประเทศไทยมีตำรวจเพียงพอในการปฏิบัติงาน มั่นใจว่าจะได้ข้อมูลสำคัญจากการปฏิบัติงานกลับมาจำนวนมาก ซึ่งเด็กในวันนี้จะเติบโตเป็นบุคลากรในสังคมในวันหน้า และเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ดูแลไม่ทันก็อาจเติบโตเป็นอาชญากรในวันข้างหน้าได้เช่นกัน”