“มันไม่ใช่แค่เลิกยา แต่เหมือนต้องเลิกอยู่ในโลกใบเดิมด้วย”

อาร์ม (นามสมมติ) อายุ 24 ปีอดีตผู้ใช้เฮโรอีน ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการบำบัดด้วยเมทาโดน 

“คงเพราะไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก เพื่อนเลยเป็นเหมือนโลกอีกใบของผม หลายเรื่องที่ไม่เคยเล่าให้พ่อแม่ฟัง ก็เล่าให้เพื่อนฟังได้ เราดื้อด้วยกัน ดีด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ผ่านอะไรมาเยอะด้วยกัน ตอนอยู่กับเพื่อมันไม่ต้องอธิบายตัวเองมาก แค่อยู่ด้วยกันก็รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน”

ตอนเด็กผมไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เท่าไหร่ พ่อกับแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ ผมอยู่กับป้าเป็นหลัก จนช่วงโตขึ้นถึงได้กลับมาอยู่บ้านกับครอบครัวมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้สนิทกับพ่อแม่ทุกเรื่อง โดยเฉพาะกับพ่อ พ่อเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยพูดมาก

พ่อกลับมาอยู่บ้านช่วงผมอายุประมาณ 13-14 ปี ตอนแรกเขายังไม่ได้ทำงานไฟฟ้าเต็มตัว รับซื้อของเก่า ทำขนมข้าวแต๋นขายอยู่พักหนึ่ง แล้วค่อยกลับมาทำงานช่างไฟ ช่วงนั้นพ่อก็เริ่มเรียกผมไปช่วยงาน สอนต่อหลอดไฟ ต่อวงจร ผมเลยเลือกเรียนไฟฟ้า เพราะรู้สึกว่ามันใกล้ตัว ผมไม่ค่อยเก่งเรื่องคำนวณ แต่ถ้าให้ลงมือทำ ผมทำได้

ผมอยู่กับเพื่อนกลุ่มเด็กหลังห้องมาตลอด อะไรที่คนบอกว่าไม่ดีเราก็อยากลอง มันมีความรู้สึกว่า ถ้าเพื่อนใช้ยากันหมด แล้วเราไม่ดูดคนเดียว มันเหมือนไม่ได้อยู่แก๊งเดียวกัน ถึงแม้จะไม่มีใครบังคับแต่บรรยากาศมันพาไปเอง 

ผมเริ่มลองกัญชาตอนอายุ 15 เพราะอยากรู้ว่ามันเมายังไง ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะติด แค่สนุก แค่อยากลอง พออายุประมาณ 20 ก็เริ่มเฮโรอีน ตอนแรกก็คิดเหมือนเดิมว่า ‘ลองนิดเดียวไม่ติดหรอก’ แต่พอติดแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น เวลาไม่ได้สูบ มันทำอะไรไม่ได้ ปวดเนื้อปวดตัว น้ำมูกไหล เหมือนคนป่วย บางทีหลับตาก็เห็นของที่อยากดูด เก็บไปฝันเลย ห่มผ้าก็ร้อน เอาผ้าออกก็หนาวอยู่อย่างนั้น

นิสัยผมก็เปลี่ยน จากคนที่พ่อแม่พูดอะไรก็ฟัง กลายเป็นคนกระโชกโฮกฮาก เถียงเขา เวลาโดนบ่นก็หนีออกไปอยู่บ้านเพื่อน เหมือนเสียงของพ่อแม่กลายเป็นเสียงที่เรารำคาญ ทั้งที่จริงๆ เขาเป็นคนห่วงเรา

ผมเคยอยากเลิกเป็นสิบครั้ง ตอนที่ได้สูบแล้วไม่เสี้ยนก็จะบอกตัวเองว่า “พอแล้ว ไม่เอาแล้ว” แต่พอมันหมดจริงๆ ก็กลับไปหาอีก บางทีห่างจนไม่มีอาการแล้ว พอไปเจอเพื่อน เห็นของอีก ก็กลับไปดูดใหม่ ทุกครั้งจะคิดว่า นิดเดียวไม่เป็นไร สุดท้ายมันก็กลับไปทุกวัน

ช่วงหนึ่งชีวิตผมเหลือแค่นอนรอเสียงโทรศัพท์ รอว่าเมื่อไหร่เพื่อนจะโทรมา เปิดแชทดู คนนี้ตอบไหม คนนั้นมีไหม ถ้าไม่มี ก็คิดแค่ว่าพรุ่งนี้จะใช้ชีวิตยังไง จะไปทำงานยังไงถ้าไม่มีของ

ผมเคยโดนจับ ตอนนั้นอายุ 21 คิดว่าไปโรงพักเดี๋ยวก็กลับบ้าน เพราะก่อนหน้านั้นเคยเคลียร์ได้ แต่รอบนั้นเคลียร์ไม่ได้ ต้องเข้าเรือนจำ อยู่ข้างในแปดเดือน ไม่ได้ใช้ยาเลย ก็อยู่ได้ ตอนออกมาเลยตั้งใจว่าพอแล้ว แต่พอเจอเพื่อนอีก ก็กลับไปเหมือนเดิม

หลังออกจากเรือนจำ ผมต้องไปเกณฑ์ทหารแล้วจับได้ใบแดง ต้องเป็นทหารสองปี ตอนแรกเหมือนชีวิตจะถูกตัดออกจากวงจรเดิม แต่สุดท้ายมันไม่ได้ตัดจริงๆ ในค่ายยังมีคนใช้ยาอยู่ ส่วนมากเป็นยาบ้า เวลาลากลับบ้าน บางคนก็เอากลับเข้าไป หรือฝากกันเอาเข้าไป ใช้กันแบบแอบๆ ไม่ได้ทำให้ใครเห็น ถ้ารู้ว่าจะมีตรวจฉี่ ก็หยุดก่อน เตรียมตัวก่อน

ช่วงเป็นทหารกลับกลายเป็นช่วงที่ผมใช้หนักที่สุด เพราะไม่มีพ่อแม่คอยเตือน อยู่ในโลกของตัวเอง พอกลับบ้านก็ใช้ที่บ้าน พอกลับค่ายก็ใช้ในค่าย เหมือนไม่มีพื้นที่ไหนที่พาผมออกไปจากมันได้จริงๆ ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ต่อให้เปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนจากบ้านไปค่ายทหาร สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้น 

คนอาจมองว่าถ้าอยากเลิกก็แค่เลิก แต่สำหรับผมมันไม่ใช่แค่เลิกยา มันต้องเลิกอยู่กับเพื่อนกลุ่มเดิมด้วย ทั้งที่เพื่อนกลุ่มนั้นคือคนที่ผมโตมาด้วยกันมาตลอด ถ้าไม่ไปหาเขา ก็เหมือนต้องเริ่มชีวิตใหม่ ต้องหาเพื่อนใหม่ หรือไม่ก็อยู่คนเดียว

บางทีมันเลยยากตรงนี้ ไม่ใช่แค่ร่างกายอยากยา แต่ใจมันยังผูกกับที่เดิม คนเดิม ความทรงจำเดิม พอไปเจอเพื่อน เห็นของ เห็นวงเดิม มันก็กลับไปง่ายมาก

จุดที่สะกิดใจจริงๆ คือวันที่พ่อพูดว่า “ถ้าวันหนึ่งพ่อไม่อยู่แล้วจะทำยังไง น้องก็ยังเล็กอยู่” ตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงของบ้าน ผมเป็นพี่คนโต แต่ถ้ายังทำตัวแบบนี้ ต่อไปจะพูดอะไรกับน้องก็พูดไม่ได้ ผมกลัวน้องจะมาเป็นเหมือนผม

วันที่ตัดสินใจไปบำบัด ผมไม่ได้เดินไปบอกพ่อด้วยซ้ำ ผมทักแชทไปว่า “อยากไปเลิก พ่อพาไปหน่อย” พ่อก็บอกโอเค แล้วพาไปโรงพยาบาลธัญญารักษ์ที่เชียงใหม่ 

หลังจากได้เมทาโดน ชีวิตมันเปลี่ยนไปเยอะ เมื่อก่อนถ้าไม่ได้สูบ ผมกินข้าวไม่ได้เลย ต้องได้ใช้ก่อนถึงจะกินได้ ตอนนี้ตื่นมาก็กินเมทาโดน ไปทำงานกับพ่อ วันไหนว่างก็ไปตกปลา พยายามไม่ปล่อยให้ตัวเองว่าง เงินที่เมื่อก่อนต้องเก็บไว้ซื้อยา ตอนนี้ก็เอาไปซื้อของที่อยากได้ ซื้อคันเบ็ด ซื้อเหยื่อปลา สุขภาพก็ดีขึ้น น้ำหนักกลับมา

"ถ้าถามว่าอะไรดึงผมออกมาได้ ผมว่าครอบครัว ตอนแย่ๆ เพื่อนบางคนพอเราไม่มี เขาก็ไม่อยู่ แฟนก็ทิ้ง แต่พ่อแม่ไม่เคยทิ้ง ไม่ว่าเราจะไม่ดีขนาดไหน เขาก็ยังเห็นเราเป็นลูกเหมือนเดิม”

หมายเหตุ : เรื่องเล่านี้จัดทำจากบทสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ตรง โดยผู้ให้สัมภาษณ์ได้รับการสนับสนุนและเชื่อมต่อบริการผ่านกลุ่ม Give Hope จังหวัดตาก มีการใช้นามสมมติและปกปิดรายละเอียดบางส่วนเพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของเจ้าของเรื่อง