เปิดเบื้องลึก “นิ้วตำรวจ” ระบบมืดวงการสีกากี ใช้โจรจับโจร กับข้อครหา ปม “ไอ้ป๋อง” มือฆ่า 5 ศพหากเอี่ยวเจ้าหน้าที่จริง ใครจะรับผิดชอบ?
จากคดีสะเทือนขวัญฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาอย่าง “ไอ้ป๋อง” และพบว่ามีเหยื่อรายอื่นรวมเป็น 5 ศพ สร้างความสะเทือนขวัญและการตั้งคำถามในสังคม ถึงระบบยุติธรรมและการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ
ขณะเดียวกันก็มีปมปริศนา ว่า “ไอ้ป๋อง” อาจมีความเชื่อมโยงกับตำรวจ สภ. ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี ในฐานะ “นิ้ว” หรือสายลับที่คอยทำงานรับใช้ตำรวจ
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ว่า “นิ้ว” คืออะไร ทำไมตำรวจต้องมีนิ้ว เลี้ยงไว้เพื่ออะไร และเมื่อนิ้วกลายเป็นภัยสังคม ใครกันแน่ที่ต้องรับผิดชอบ
“นิ้วตำรวจ” คืออะไร?
พล.ต.ต.สุพิศาล เผยว่าในการทำงานของตำรวจแบ่งออกเป็น 2 สาย คือ สายป้องกันการปราบปราม (สายตรวจ) และสายสืบสวน (สายสืบ) ซึ่งรูปแบบการทำงานส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีการ “ครูพักลักจำ” คือการลอกแบบมาตามที่ตำรวจผู้ใหญ่ หรือนายทำเป็นตัวอย่างให้ดู
“นิ้ว” เป็นสิ่งที่มีมานานแล้วในวงการตำรวจไทย เนื่องจากระบบสืบสวนไทยยังไม่ก้าวหน้าถึงขั้นมีวิวัฒนาการสืบสวนสมัยใหม่ ตามหลักสากลการทำงานสืบสวนที่ดีต้องมี “สายลับ” โดยอาจใช้วิธีฝึกเจ้าหน้าที่ให้ปลอมตัวเป็นสายลับเองหรือจ้างวานบุคคลภายนอกอย่างเป็นระบบเพื่อแลกเปลี่ยนประโยชน์กัน แต่สำหรับประเทศไทย การจะหาคนดี ๆ มาเสี่ยงอันตรายเป็นเรื่องยาก จึงเกิดการ “ใช้โจรจับโจร” นำเด็กหรือผู้กระทำผิดในพื้นที่มาใช้งาน จนเกิดเป็นคำในวงการตำรวจว่า “นิ้ว” ซึ่งหมายถึงคนที่ผู้ดูแลชี้นิ้วสั่งให้ไปทำอะไรก็ต้องทำตามคำสั่ง
ประโยชน์ของนิ้วคือ การเลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน ในห้องสายสืบตามโรงพักมักจะมีเด็กวิ่งของมารับอาสาทำงานแลกข้าวปลาอาหาร แต่เมื่อมีเรื่องของยาเสพติดเข้ามา ก็เริ่มมีกลุ่มผู้เสพเข้ามาขอแลกของกลางเพื่อเสพ สายสืบจึงเก็บของกลางบางส่วนไว้เป็นผลประโยชน์แลกเปลี่ยน
นานวันเข้าเด็กรับใช้ประจำโรงพักเหล่านี้ก็เริ่มสนิทสนม ตีสนิทเรียกตำรวจว่า “ป๋า” และเมื่อทำตัวดีหน่อย ในบางช่วงก็อาจถูกยกขึ้นเป็น “อาสาตำรวจ” ออกไปเดินตามดูจุดเกิดเหตุ หรือถูกส่งไปล่อซื้อยาเสพติดแทน
การเลือกใช้ “นิ้ว” ไม่มีกระบวนการเลือกที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับความถูกใจและทักษะของสายสืบหรือสายตรวจคนนั้นว่าจะมีวิธีผูกใจหรือเลี้ยงดูอย่างไร เพราะคนกลุ่มนี้อยู่ได้ด้วยการแลกเปลี่ยนประโยชน์ ทั้งอาหาร เงิน ยาเสพติด หรือประโยชน์อื่น ๆ เช่น เดินตามเจ้านายแล้วได้กินข้าวฟรีในโรงพัก ไม่ต้องเสียเงินซื้อกิน โดยตำรวจ 1 คนจะใช้นิ้วกี่คนก็ขึ้นอยู่กับทักษะการบริหารของตำรวจคนนั้น
แบ่งประเภท “นิ้ว” มีกี่ระดับ ?
“นิ้ว” แบ่งคร่าว ๆ ออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งที่ใช้เพื่อทำงานตำรวจดูแลทุกข์สุขประชาชน ขณะเดียวกันก็มีการใช้งานในทางมิชอบ ให้ทำงานที่ผิดกฎหมาย หรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนี้
- นิ้วหาข่าวหรือล่อซื้อ เป็นนิ้วชั้นดีที่กล้าเสี่ยงเข้าไปหาข่าวในชุมชนหรือแก๊งโจร มีประโยชน์มากในการนำมาใช้ทำหน้าที่ “ล่อซื้อยาเสพติด” แทนตำรวจ เนื่องจากเข้าถึงตัวผู้ค้าได้ง่ายกว่า โจรไม่สงสัย เพราะมีพฤติกรรม หรือบุคลิกที่กลมกลืนกว่าตำรวจ
- นิ้วเดินยาหรือเดินส่วย มักติดยาเสพติดและมาขอแลกของกลางเพื่อเสพ ตำรวจบางนายจึงใช้ทำหน้าที่บังหน้าในการเดินยาเสพติดหรือเดินส่วย
- นิ้วส่วนตัวหรือนิ้วปล่อยของ เป็นประเภทอันตรายที่สุด เพราะเป็นนิ้วที่ตำรวจใช้สอยส่วนตัวในลักษณะร่วมกระทำผิดกัน โดยนำยาเสพติดที่ยักยอก ขโมย หรือยึดมาจากการจับกุมชาวบ้าน ให้นิ้วนำไปเร่ขายเพื่อหาเงิน
ข้อจำกัด เมื่อ “นิ้ว” ก่อปัญหา
พล.ต.ต.สุพิศาล เผยว่า เมื่อเด็กประจำโรงพักสนิทสนมกับตำรวจ ก็มักอ้างชื่อผู้บังคับบัญชา ในการทำอะไรต่างๆ นอกเหนือคำสั่ง และฉวยโอกาสออกเดินตะเวน จับกลุ่มก๊วนออกไปอ้างตัวเป็นตำรวจ ไปขอหรือขโมยเครื่องแบบตำรวจมาใส่ หรือหากมีเงินก็จะนำไปซื้อชุดเครื่องแบบมาแอบอ้าง เช่นเดียวกับพฤติกรรมที่ “ไอป๋อง” ทำ ซึ่งเรื่องนิ้วแอบอ้างนี้มีมานานแล้ว
เมื่อนิ้วก่อปัญหา ส่วนใหญ่ไม่มีความรับผิดชอบอย่างแน่ชัด ตำรวจคนนั้นก็จะโดนประณามว่าเลี้ยงนิ้วไว้แล้วต้องรับผิดชอบไป ในสมัยก่อนหากคนพวกนี้ไปก่อเรื่อง พกอาวุธหรือทำตัวเป็นซ่องโจรเพื่อเอาตัวเลขคดี ตำรวจผู้เลี้ยงดูก็มักจะถูกตั้งเวรและถูกส่งไปช่วยราชการเป็นหลัก
พล.ต.ต. สุพิศาลระบุ ว่าตัวเขาไม่เคยใช้นิ้ว เพราะจะปลอมตัวเป็นสายลับเอง ลงพื้นที่ล่อซื้อ ดักข้อมูล หรือปะทะกับผู้ค้าเอง แต่ปัจจุบันมักไม่ทำกันขนาดนั้นแล้ว จึงใช้นิ้วพวกนี้เป็นโอกาสและไปรับหน้าเสื่อแทน เมื่อนิ้วไปทำผิดกฎหมาย จึงเกิดปัญหาเพราะไม่มีกฎระเบียบที่จะมารองรับเรื่องนี้อย่างชัดเจน
แนวทางพิสูจน์ “ไอ้ป๋อง” เป็นนิ้วตำรวจหรือไม่?
สำหรับกรณีของ “ไอป๋อง” พล.ต.ต. สุพิศาล คาดว่า อาจเป็นนิ้วประเภทเด็กรับใช้ ส่วนประเด็นที่มีตำรวจคอยดูแลอยู่นั้น มีความเป็นไปได้ว่าจะมีมูลความจริง ซึ่งได้เสนอแนวทางการสืบหาความจริงและดำเนินคดี ดังนี้
- แกะรอยจากเทคโนโลยีสื่อสาร เช็กมือถือทุกเครื่องที่ยึดมา ว่าในช่วงที่พ้นโทษออกมา 2 เดือน ติดต่อกับใคร และก่อนหน้านี้ช่วงปี 2557 ถึงปี 2561 ก่อนที่จะถูกจับเข้าคุก ใครเป็นคนดูแลจนกระทั่งกล้าลงมือก่ออาชญากรรมต่างๆ ซึ่งปัจจุบันสามารถเช็กสืบหาความจริงได้ทั้งหมด ทั้งประวัติการโทรและกล้องวงจรปิด (CCTV) ว่าไปอยู่โรงพักไหน คุยกับใคร
- ตรวจสอบสถิติพื้นที่ สภ.ห้วยใหญ่ ว่ามีคดียาเสพติดเท่าไหร่ มีการจำหน่ายหรือจับกุมผู้ค้ารายย่อยหรือไม่ หากในพื้นที่ไม่มีการจับกุมเลย ทั้งที่มีผู้ค้ารายย่อย อาจสะท้อนถึงการปกปิดและปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่
- การพิสูจน์พฤติกรรมไอป๋อง ต้องพิสูจน์ว่าไอป๋องเป็นเด็กเดินยาจริง หรือแค่คุยข่มภรรยา เพราะไอป๋องอาจจะพูดฝ่ายเดียวว่า “นี่คือเจ้านาย” เพื่อทำตัวใหญ่ข่มภรรยาที่ถูกกดขี่ การพาภรรยาไปรับของ ของสิ่งนั้นอาจไม่ใช่ยาเสพติด แต่อาจเป็นของที่นายสั่งให้เอาไปใช้ทำอย่างอื่น
- การจัดการกับตำรวจที่เกี่ยวข้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องดูตามพยานหลักฐาน โดยเริ่มจากภรรยาของไอป๋องชี้ตัวและระบุพฤติการณ์ แต่เนื่องจากภรรยาถือเป็นพยานฝั่งคู่กรณีหรือพยานปรักปรำจึงฟังความฝ่ายเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องหาพยานแวดล้อมอื่นๆ ที่น่าเชื่อถือ เช่น ข้อมูลการติดต่อในโทรศัพท์มือถือ เพื่อยืนยันว่ามีความสัมพันธ์กันจริงและตำรวจคนดังกล่าวมีความผิดจริงหรือไม่