นักอาชญาวิทยา ถอดรหัสเคส “ไอ้ป๋อง” ฆ่าต่อเนื่องไม่สำนึก อาจเข้าข่าย “ไซโคพาธ” ขาดความเห็นอกเห็นใจ ไม่มองคนอื่นเป็นมนุษย์ สะท้อนภาวะจิตบกพร่อง-สิ่งแวดล้อมหล่อหลอม
จากกรณีการหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซีย นำมาสู่การติดตามไล่ล่าของตำรวจจนกระทั่งพบว่าเป็นการก่อเหตุของ “ไอ้ป๋อง-ไอ้ธง” ซึ่งเคยมีประวัติการกระทำผิดเข้าออกเรือนจำหลายครั้ง และพบว่าเหยื่อไม่ได้มีเพียงสองพี่น้องชาวรัสเซียเท่านั้น แต่เป็นการฆ่าโหดฝังดินถึง 5 ศพ โดยยังมีเหยื่อพ่อแม่ลูกที่ถูกฆ่ายกครัวทั้งๆ ที่ไม่ได้มีเหตุความขัดแย้งส่วนตัวใดๆ แต่อ้างว่าเป็นการลงมือเพื่อเอาผลประโยชน์เท่านั้น
กรณีนี้ทำเอาสังคมไทยตั้งคำถามถึงระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทย ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้คนที่มีคดีร้ายแรงพ้นโทษออกมาก่อเหตุซ้ำ พร้อมสนับสนุนให้รีบดำเนินการทางคดีและให้โทษประหารชีวิตเกิดขึ้นจริงเสียทีเนื่องจากพฤติกรรมการก่อเหตุนั้นโหดเหี้ยมผิดมนุษย์
ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามต่อถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้ก่อเหตุ ว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงมีพฤติกรรมการกระทำที่โหดร้ายกับคนอื่นได้ ทั้งที่ไม่ได้มีการทะเลาะหรือมีความแค้นกันมาก่อนเพียงแค่ต้องการชิงทรัพย์ เหตุใดจึงไม่มีความรู้สึกผิดหรือสำนึกผิด สงสารเห็นใจเหยื่อ เสียใจ หรือความรู้สึกหวาดกลัวโทษอะไรเลย ผู้ก่อเหตุไม่เข้าใจความรู้สึกสูญเสีย ไม่รู้สึกผิดที่ตนเองได้กระทำลงไป และทำไมเราจึงเริ่มเห็นฆาตกรแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคม
อ่านเคส "ไอ้ป๋อง" ในมุมมองอาชญาวิทยา
ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล นักอาชญาวิทยา และอดีตอาจารย์ด้านอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ผู้ที่ก่อเหตุหรืออาชญากรบางคนจะมีอาการแบบทางจิตด้วยหรือมีอาการเป็นโรคจิตแฝงเร้นแบบที่เราเรียกกันว่า “จิตเภท” เรียกว่า เป็นฆาตกรโรคจิตในการก่ออาชญากรรม แต่จะมีมากน้อยรุนแรงเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในชีวิตของผู้ก่อเหตุแต่ละคน ว่าที่ผ่านมาจะซึมซับมากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ดีอย่าไปเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือสำคัญผิด ว่าการระบุแบบนี้จะเป็นการปกป้อง เป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่จะอ้างเป็นเหตุยกเว้นโทษ ไม่ต้องรับโทษหรือ โทษต้องลดลง เพราะมีเงื่อนไขอีกมากมายที่ต้องนำมาพิจารณา และต้องเข้าใจด้วยว่า คนที่เป็นกลุ่มแบบจิตเภทนี้ไม่จำต้องออกอาการแบบ “คนบ้า” ที่เราพบเห็น ฆาตกรโรคจิตที่เป็นกลุ่มนี้อาจเป็นใครก็ได้ อาจเป็นเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน คนรัก หรือคนเดินถนน คนเหล่านี้ที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย ฆาตกรมีพฤติกรรมที่เหี้ยมโหด เลือดเย็น มักปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี และมักไม่โดดเด่นในฝูงชน ลักษณะเช่นนี้ทำให้พวกเขาไม่เป็นที่สังเกตและยากต่อการจับกุม ฆาตกรโรคจิตไม่ได้เป็นคนบ้า ฆาตกรโรคจิตมีสิ่งที่ปรากฏภายนอกดูเหมือนคนปกติ ธรรมดาทั่วไป แต่พฤติกรรมจากการกระทำนั้นสะท้อนให้เห็นสภาพภายในจิตใจของคนนั้นๆ ได้
ส่วนกรณีฆาตกรผู้ก่อเหตุเหี้ยมโหดอย่าง “ป๋อง” นั้น ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ มองว่า จากพฤติกรรม การก่อเหตุรวมทั้งแผนประทุษกรรม น่าจะเป็นฆาตกรที่มีอาการจิตเภทหรือในทางอาชญาวิทยาเรียกว่า ไซโคพาธ (Psychopath) ในทางอาชญาวิทยาได้พยายามหาสาเหตุและแรงจูงใจของฆาตกรกลุ่มนี้ โดยมีแนวคิดของนักจิตวิทยาอาชญากรรมที่มีชื่อเสียง คือ Hervey Cleckley ที่เขียนในหนังสือ The Mask of Sanity ระบุเกี่ยวกับจิตใจที่ไร้ความรู้สึกบนหน้ากากแห่งความปกติว่า บุคคลเหล่านี้ภายนอกดูเหมือนคนปกติ ฉลาด มีเสน่ห์ และพูดจาดีมากจนไม่มีใครระแคะระคาย แต่ภายใต้หน้ากากนั้นกลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกทางอารมณ์ที่แท้จริง มีความบกพร่องทางจิตภายใน
คนกลุ่มนี้เหมือนคนที่ “รู้คำศัพท์แต่ไม่ได้ยินเสียงดนตรี” หมายความว่า พวกเขารู้จักคำว่ารัก เสียใจ หรือผิดชอบชั่วดี แต่ไม่เคยรับรู้ความหมายทางอารมณ์ของสิ่งเหล่านี้จริงๆ ดังนั้น จึงขาดความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีความรู้สึกผิดหรือละอายใจ กล้าทำลายผู้อื่นหรือแสดงพฤติกรรมทำลายล้างโดยไม่ทุกข์ร้อน มีการกระทำที่เหี้ยมโหด เพราะมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับวงจรความเห็นอกเห็นใจ พวกเขาไม่เห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์และไม่ใส่ใจต่อผลที่ตามมาจากการก่ออาชญากรรม มักก่อเหตุแบบโหดเหี้ยม ไร้ความรู้สึก และทารุณอย่างยิ่งกับเหยื่อ มองผู้อื่นว่าด้อยกว่ามนุษย์หรือมีบางคนที่เห็นคนอื่นทุกข์ทรมานแล้วมีความสะใจ มีอารมณ์ร่วมไปในทางลบ และกล้าทำเรื่องโหดร้ายที่ปกติจะไม่ทำ
ลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) การมองว่าคนกลุ่มอื่นหรือสัตว์อื่นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่สามารถลงมือได้ ทำให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงหรือการทำร้ายผู้อื่น สภาพจิตฆาตกรเหล่านี้ คือ การพัฒนาทางชีวภาพด้านสมอง โดยสมองบางส่วนลดการทำงานด้านการคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุผล แต่มุ่งเน้นไปที่อารมณ์ดิบ เช่น ความโกรธและความกลัว ในเงื่อนไขทางจิตใจจึงเกิดการขาดความเห็นอกเห็นใจ มีภาวะทางจิตแบบไม่สนใจ ไม่รับรู้หรือรู้ร้อนรู้หนาว ไม่สามารถรับรู้หรือสนใจในความรู้สึกเจ็บปวดของผู้อื่นเลย เป็นพวกมนุษย์ที่มีจิตใจเหี้ยมโหดหรือไร้ความรู้สึกผิด จนถูกขนานนามว่าเป็นพวก “Cleckley Psychopath”
หากเปรียบเทียบปกติคนเรา กลไกต่างๆ พฤติกรรมเกิดการทำงานที่สมอง คนเรารับรู้ แสวงหาความเข้าใจหรือหาเหตุผล หรือแม้เรื่องความรุนแรงในชีวิตประจำวัน เช่น ปรากฏการณ์ที่คุ้นเคยคือ การขับรถบนท้องถนนที่อาจมีการปาดหน้า หรือขับแบบแย่ๆ ความโกรธบนท้องถนนมักเป็นการตอบสนองต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมที่รับรู้ได้จากผู้ขับขี่คนอื่น ความโกรธบนท้องถนนเป็นปฏิกิริยาตอบสนอง อาจจะเริ่มด่าทอก่อน และจะเริ่มปะทุเป็นความโกรธหากมีการตอบโต้ แต่หากมีการยกมือไหว้ มีการขอโทษ แม้เราจะโมโห แต่เมื่อมีเหตุผลและเข้าใจ พฤติกรรมที่จะใช้ความรุนแรงอาจไม่เกิดขึ้น แต่บางคนเมื่อขาดความเห็นอกเห็นใจ ท้ายที่สุดแล้วคือจุดเริ่มต้นของความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกเป็นรองหรือถูกคุกคาม เมื่อเวลาผ่านไปกลไกการทำงานจะลดลงเป็นปกติ
แต่ในกลุ่มที่มีอาการจิตเภท เกิดจากภาวะจิตบกพร่องที่เรียกว่า “ไซโคพาธี” (Psychopathy) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ คือ การไร้ความสำนึกผิด ไร้ความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นและการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและไม่รู้สึกสงสารหรือสำนึกผิดเป็นลักษณะเฉพาะ ไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะแบบมนุษย์ที่มีความคิดและความรู้สึกเหมือนคนปกติทั่วไป
เชื่อกันว่า นอกจากเงื่อนไขความพิการหรือบิดเบี้ยวทางจิตใจแล้ว มักจะมีเงื่อนไขจากสภาพสังคมที่หล่อหลอมมาด้วย เช่น เติบโตมาในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมัยวัยเด็กถูกทุบตี ถูกทำทารุณกรรม ถูกทำร้าย หรือถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม มีร่องรอยบาดแผลทางใจ ในขณะเดียวกันยังพบว่า เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่มีบรรยากาศแห่งการใช้กำลัง การใช้ความรุนแรง จะหล่อหลอมให้จิตใจด้านชาและมองความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ เมื่อสภาพรอบด้านกดดันและรับรู้ ซึมซับมาแบบนั้น มักตามมาด้วยความรู้สึกที่ถูกเรียกว่า “ความเสื่อมถอยลงในความเห็นอกเห็นใจ” อาจเป็นภาวะชั่วคราวหรือตลอดไป
แนวโน้มทั่วไปในการก่อเหตุ ขึ้นอยู่กับบุคคลและสถานการณ์ที่กระทบ สิ่งสำคัญคือ เมื่อใครก็ตามเกิดความเสื่อมถอยของความเห็นอกเห็นใจคนอื่นเกิดขึ้น (ประเภทรู้สึกว่าหนักกว่าเธอก็เจอมาแล้ว แค่นี้เอง) จะหมายถึง ความล้มเหลวในการมองเห็นผู้อื่นในฐานะที่เป็นคนและเมื่อใดก็ตามที่เห็นผู้อื่นไม่ใช่ในฐานะมนุษย์ ก็จะง่ายขึ้นมากที่เราจะลงมือปฏิบัติใดๆ แบบโหดร้ายหรือโหดเหี้ยมได้ ภาวะเช่นนี้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ในทั้งสองกรณีนี้ เหยื่อถูกเปรียบเทียบเป็น “แมลงสาบ” หรือ “สัตว์รบกวน” ที่ผู้ก่อความรุนแรงจำเป็นต้องกำจัด พวกเขาถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ ทำให้การกระทำที่โหดร้ายสุดขีดเป็นไปได้
จากแนวคิดดังกล่าวหากนำมาช่วยอธิบายการกระทำของป๋อง ในแง่สังคม เราได้รับจากการบอกเล่าทั้งจากญาติที่ใกล้ชิด จากเพื่อนรวมทั้งคนที่ป๋องไปเกี่ยวข้องด้วย ว่า ป๋องเกิดและโตมาในสภาพสังคมที่ในวัยเด็กถูกพ่อทำร้าย ทุบตี ทารุณกรรม แถมพ่อยังมีพฤติกรรมเลวร้ายกับคนในครอบครัว น่าจะส่งผลต่อการมีบาดแผลทางใจที่ฝังลึกมานาน
เมื่อโตมามีการก่อเหตุแล้วเข้าออกเรือนจำหลายครั้ง นั่นคือการเข้าไปใช้ชีวิตในบรรยากาศที่มีพบเห็นสภาพที่ต้องเอาตัวให้อยู่รอดให้ได้ ชินชากับความรุนแรง และการไร้สำนึกผิด ไม่มีความกลัวต่อผลลัพธ์ ประกอบกับจากการก่อเหตุและแผนประทุษกรรม จากข้อมูลที่ได้รับเป็นเสมือนการก่อเหตุทั้งกับสองพี่น้องชาวรัสเซียหรือครอบครัวที่มีทั้งพ่อแม่ลูกแบบไม่สนใจ เหี้ยมโหด ไม่แสดงความรู้สึกสำนึกผิดบาป การกระทำที่โหดร้าย ไม่มีการยับยั้งชั่งใจ
และจากการที่ผู้ที่มีภาวะทางจิตแบบแสดงให้เห็นถึงการขาดความไตร่ตรองถึงผลกระทบที่ร้ายแรงจากการกระทำของตนที่มีต่อผู้อื่น ว่าจะกระทบต่อชื่อเสียงประเทศ สังคม หรือจะถูกไล่ล่า เมื่อถูกจับแสดงอาการแบบตรงไปตรงมาอย่างสิ้นเชิง ใจเย็น ไม่มีความรู้สึกผิด ไม่เสียใจ ไม่มีความเข้าใจ เห็นใจความเจ็บปวดของเหยื่อและความเสียหายที่ก่อขึ้น และมีคำถามจากสื่อว่ารู้สึกเสียใจกับอาชญากรรมใดๆ ที่ตนก่อขึ้นหรือไม่ แม้ไม่ได้ตอบแต่ภาพที่แสดงออกเสมือนสะท้อนราวกับว่า “ผมไม่เสียใจอะไรเลย สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็เกิดขึ้นไปแล้ว”
เมื่อเข้าอยู่ในเรือนจำก็ยังมีชีวิตปกติ เรือนจำระบุว่า ทานอาหารได้ นอนหลับใช้ชีวิตแบบปกติในเรือนจำ ไม่ใส่ใจต่อความทุกข์ทรมาน รู้สึกเฉยเมยมากกว่า จึงน่าจะเป็นอาชญากรแบบโรคจิตหรือฆาตกรโรคจิต ฆาตกรจิตเภท (Psycho Killer) ส่วนจะรุนแรงหรือเรื้อรังขนาดไหนนั้น คงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทางจิตหรือจิตแพทย์ประเมินต่อไป