เลือดชิด-ภัยธรรมชาติ ตัวเร่งลูกช้างป่าพลัดหลงโขลง เปิด 2 สาเหตุทำไมมักไม่รอด สะท้อนภาพการจากไป "จิ๋วไทรโยค" ลูกช้างป่าพลัดหลง "หมอล็อต" วิเคราะห์มักเกิดกับแม่ช้างท้องแรก และลูกช้างอายุ 2-3เดือน
จากกรณี เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 69 "จิ๋วไทรโยค" ลูกช้างป่าพลัดหลง บริเวณริมลำห้วยแม่น้ำน้อย ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่พบช้างน้อยพลัดโขลง มีอาการเจ็บขา กำลังดูดกินรากไม้และโขดหิน สัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสุขภาพ และดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 6 วัน ก่อนเจ้าจิ๋ว จากไปด้วยอาการไตวายเฉียบพลัน ถือเป็นลูกช้างป่าตัวที่ 2 ของปีนี้ ที่พลัดหลงจากโขลง
หากวิเคราะห์สถิติของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบลูกช้างพลัดหลง เฉลี่ย 2-4 ตัว ต่อปี โดยมักพบช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีสภาพอากาศแปรปรวน และลูกช้างมักมีอาการแทรกซ้อนป่วยเป็นโรคไวรัสเฮอร์ปีส์ ที่มีโอกาสเสียชีวิต 60% - 70%
การพลัดหลงของลูกช้างจากโขลงในพื้นที่ป่า เกิดขึ้นแทบทั่วประเทศ ซึ่งนี่อาจบ่งบอกถึงสัญญาณบางอย่างหรือไม่ ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง สัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน (หมอล็อต)หัวหน้าฝ่ายจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถึงสาเหตุที่ลูกช้างพลัดหลงมีมากขึ้น โดยหมอล็อตวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาจาก 2 กรณี ดังนี้
1. การป่วยด้วยโรคไวรัสเฮอร์ปีส์
มักเกิดขึ้นในลูกช้าง ช่วงอายุ 1–10 ปี เป็นโรคติดต่อที่ส่งผลกระทบร้ายแรง อัตราการเสียชีวิตของลูกช้างสูงมาก ลูกช้างจะมีอาการอ่อนเพลีย เจ็บเท้า เดินช้าลง จึงทำให้เดินไม่ทันโขลง มักเห็นได้ว่าลูกช้างเดินเข้าไปหาชาวบ้าน หรือเจ้าหน้าที่ตัวเดียว โดยไม่มีโขลงมารับ
2. การพลัดหลงจากการดำรงชีวิตตามธรรมชาติ
ทั้งจากไฟป่า หน้าแล้ง หรือหน้าฝน เช่น ดินโคลนถล่ม ทำให้ลูกช้างพลัดตก หรือช้างที่หากินนอกพื้นที่ป่า เมื่อเดินเข้าเขตชุมชนจึงตกท่อ รวมถึงลูกช้างที่ติดบ่วงแล้วบาดเจ็บ จนเกิดการพลัดหลง ประกอบกับความแข็งแรงทางพันธุกรรมของช้างป่า ซึ่งตอนนี้มีปัญหาภาวะเลือดชิด ส่งผลให้ลูกช้างหลายตัวพิการแต่กำเนิด
ในกรณีของ เจ้าจิ๋วไทรโยค สัตวแพทย์มีการสันนิษธานไว้ 2 สาเหตุ เมื่อตรวจร่างกายลูกช้างแล้วไม่พบไวรัสเฮอร์ปีส์ จึงยืนยันได้ว่า เกิดการพลัดหลงจากอุบัติเหตุตามธรรมชาติ โดยสามารถมองเป็นภาพจำลองย้อนหลังได้ว่า ลูกช้างเดินอยู่ริมแม่น้ำ อาจเกิดฝนตก จึงพลัดตกลงแม่น้ำ และโดนกระแสน้ำพัดร่างไปกระทบกับกิ่งไม้หรือโขดหิน ทำให้กล้ามเนื้อสลาย สารเคมีที่อยู่ในกล้ามเนื้อจึงเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ไตทำงานหนัก จนเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน
มีหลายเคสที่ประสบความสำเร็จในการดูแล รักษา ลูกช้างพลัดหลง โดยมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือและดูแลจนลูกช้าง แข็งแรง ปลอดภัย และทำการปล่อยคืนสู่ป่าสำเร็จ หรือบางตัวที่ไม่สามารถกลับสู่ป่าจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลต่อจนเติบโต
ส่วนใหญ่ที่พลัดหลง เป็นช่วงอายุระหว่าง 2-3 เดือน หรือระยะกินนม เนื่องจากความแข็งแรงของร่างกายน้อย ขนาดตัวเล็ก ในการดำรงชีวิตของช้างส่วนใหญ่ต้องข้ามแม่น้ำ หรือเดินผ่านภูเขา ความระมัดระวังในการดำรงชีวิตของลูกช้างในพื้นที่ทุรกันดารยังมีไม่มาก ทำให้เกิดอุบัติเหตุ จนพลัดหลงได้ ในขณะเดียวกัน แม่ช้างท้องแรกยังไม่มีประสบการณ์การดูแลลูกช้างด้วย
ปัจจุบันมีเรื่องของภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทั้งปัจจัยเรื่องภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือความแข็งแรงของพันธุกรรม ถือเป็น 3 ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ลูกช้างป่าพลัดหลงบ่อยขึ้น ในส่วนที่เป็นสาเหตุการบาดเจ็บ หรือโรคที่ซ่อนอยู่ในลูกช้างแต่ละตัวก็มีไม่เท่ากันอีกด้วย
เปิดกระบวนการช่วยเหลือลูกช้างหลัดหลง
หมอล็อต เล่าว่า กระบวณการเมื่อเจอลูกช้างป่าพลัดหลง คือ การคืนสู่โขลงก่อน หากโขลงไม่มารับ และลูกช้างมีอาการอ่อนเพลียหรือบาดเจ็บ จะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา ซึ่งการดูแล มีความละเอียดรอบคอบและทุ่มเทอย่างมาก เพราะต้องป้อนนมทุก 2-3 ชม ให้ความอบอุ่น รักษาบาดแผลจนกว่าลูกช้างจะหย่านม จะเป็นการเลี้ยงดูโดยมนุษย์ 100% หรือช้างแม่รับดูแลลูกช้างที่พลัดหลง หรือมีทั้งมนุษย์และช้างแม่รับดูแลควบคู่กัน เมื่อหย่านมแล้วจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาว่าจะดูแลต่อไป หรือเข้าสู่กระบวนการปล่อยช้างคืนสู่ธรรมชาติ
หมอล็อตยังย้ำว่า การบาดเจ็บจากการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเกิดจากมนุษย์โดยตรง หรือทางอ้อม การช่วยเหลือเยียวยาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะการหายไปของช้าง 1 ตัว เป็นการหายไปของช้าง 1พันธุกรรมที่ประเมินค่าไม่ได้ หากมีโรคในสิ่งแวดล้อม หรือโรคระบาดเกิดขึ้น ภายใต้ความอ่อนแอทางพันธุกรรมและระบบภูมิคุ้มกัน จะทำให้ช้างมีโอกาสสูญพันธ์สูงมาก
ปัจจุบัน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ไม่ใช่เพียงมนุษย์ที่ได้รับผลกระทบ สัตว์ป่าก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน การอยู่รอดของสัตว์ป่า คือการบ่งชี้การอยู่รอดของมนุษย์ในอนาคต