รถบรรทุกป้ายจีน วิ่งนอกเส้นทางทะลวงถึงใต้  “วิโรจน์” ฉะเสียอธิปไตยขนส่งไทย ส่อแวว ส่วยสติกเกอร์ 2.0 หรือไม่? ซ้ำอาจเชื่อมโยงล้งนอมินี แนะรัฐสื่อสารบังคับใช้กฎหมาย ดันศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าชายแดนฯ คืนโอกาสผู้ประกอบการไทย 

จากกรณีเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค.69 ที่ผ่านมา มีการรายงานข่าวเจ้าหน้าที่ เข้าตรวจสอบและสกัดจับ “รถบรรทุกป้ายทะเบียนจีน” ในบริเวณตลาดผลไม้ใน อ.หลังสวน จ.ชุมพร โดยพบว่ามารับผลไม้จากล้งเพื่อไปขายยังประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นการวิ่งนอกเส้นทางที่กำหนดไว้ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ซึ่งจำกัดอยู่ในพื้นที่ไม่เกินภาคเหนือ กลาง อีสาน และตะวันออกเท่านั้น (อ่านเพิ่มเติม : ขนส่งฯ สกัดรถบรรทุกจีนลอบวิ่งลงใต้ ยึด 5 คันรวดที่ชุมพร ผิดกฎ GMS

ทั้งยังพบการฝ่าฝืนกฎหมายไทย ทั้งการไม่เข้าด่านชั่งน้ำหนัก และไม่มีการติดตั้ง GPS จนนำมาสู่การตั้งคำถามว่า รถบรรทุกเหล่านี้วิ่งทะลุลงใต้มาถึงชุมพรได้อย่างไร?

รถบรรทุกป้ายจีน ส่อแวว ส่วยสติกเกอร์ 2.0 ?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ฝ่ายกิจการพิเศษ) ผู้เกาะติดประเด็น “ส่วยสติกเกอร์”  ให้ข้อมูลว่า จากการจับกุมที่ จ.ชุมพร นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในหลายประเด็น

ประเด็นแรกคือ การวิ่งออกนอกเส้นทางที่กำหนด ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ความตกลงว่าด้วย การอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (CBTA : Cross Border Transport Agreement) 

ซึ่งข้อตกลงเหล่านี้ มีเป้าหมายเพื่อให้การขนส่งในภูมิภาคมีความต่อเนื่อง ไม่ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายรถในกรณีที่ปลายทางไม่ไกลมาก ขณะเดียวกันในระยะทางไกลและซับซ้อน ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมาขนถ่ายสินค้าและรับหน้าที่ขนส่งสินค้าต่อไป

ประเด็นที่สองคือ การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไทย อาทิ การติดตั้ง GPS, การเข้าด่านชั่งน้ำหนัก, การทำประกันภัย พ.ร.บ. เป็นต้น จนหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า ตัวอักษรภาษาจีนบนรถบรรทุกเหล่านี้ อาจทำหน้าที่เป็นเหมือน “สติกเกอร์” ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ด่านชั่ง ไปจนถึงตำรวจปล่อยปละละเลยเพื่อแลกรับผลประโยชน์หรือไม่

“รถบรรทุกต่างสัญชาตินั้นสังเกตได้ไม่ยาก แค่เห็นตัวอักษรที่ไม่ใช่ภาษาไทยก็ชัดเจน ซึ่งการสังเกตเห็นและเรียกตรวจ เป็นเรื่องที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ไทยเก่งอยู่แล้ว การหลุดรอดสายตาไปจึงไม่แปลกที่จะถูกตั้งคำถามว่ามีการปล่อยปละละเลยหรือไม่ ซึ่งการปล่อยปละละเลยเหล่านี้โดยปกติแล้วมักไม่ฟรีอยู่แล้ว”

ทั้งนี้มองว่ารถบรรทุกของไทยที่เข้าไปวิ่งในต่างประเทศก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายในประเทศนั้น และเชื่อว่าหากมีกรณีรถบรรทุกไทยวิ่งนอกเส้นทางจะถูกจับกุมแน่นอน กลับกันเมื่อรถบรรทุกต่างชาติวิ่งในไทยแล้วไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแต่ไม่ถูกจับกุม ก็จะเป็นการสร้างความอยุติธรรมในภาคธุรกิจขนส่ง เป็นการไม่เคารพคนใช้รถใช้ถนน และผู้ประกอบการชาวไทยด้วย

นอกจากนี้ยังมีประเด็นความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคง เพราะอาจมีการขนสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาขายในประเทศ ไปจนถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรืออาจรุนแรงถึงประเด็นการขนยาเสพติด ค้ามนุษย์ได้

“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการสูญเสียอธิปไตยด้านกิจการขนส่งในประเทศด้วย คุณปล่อยให้รถสัญชาติอื่นที่เขาไม่แคร์กฎหมายไทยเข้ามาวิ่ง มาประกอบกิจการหารายได้บนแผ่นดินได้ โดยที่ขับผ่านตำรวจแล้วไม่โดนจับ เจอด่านชั่งก็ไม่ต้องเข้า”

ทำไมเป็นหลังสวน ชุมพร?

ประเด็นที่การจับกุมล่าสุด พบในพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร นั้น นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เคยให้เหตุผลกับทีมข่าวว่า ในพื้นที่เป็นศูนย์กลางการค้าส่งผลไม้ขนาดใหญ่ มีการปลูกผลไม้ที่หลากหลายทำให้มีผลไม้ขายตลอดปี ในส่วนของ “ทุเรียน” นั้น ก็ออกผลผลิตในเดือน ก.ค. - ต.ค. ซึ่งถือเป็นช่วงถัดจากทุเรียนภาคตะวันออก ทำให้เป็นเป้าหมายที่ทางผู้ประกอบการจะเข้ามารับซื้อผลผลิตต่อจากทุเรียนภาคตะวันออก 

ขณะที่นายวิโรจน์ มองว่าอีกประเด็นที่ควรตรวจสอบต่อไป คือล้งผลไม้ที่ขายให้รถบรรทุกจีนเหล่านี้ เป็นของนอมินีชาวต่างชาติ หรือมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติหรือไม่

“ต้องยอมรับว่า ล้งผลไม้มีนอมินีต่างชาติเข้ามาประกอบกิจการเป็นจำนวนมาก ไม่เช่นนั้นรถบรรทุกต่างชาติจะรู้ว่าต้องมารับสินค้าที่นี่ได้อย่างไร ถ้าไม่เคยมาตกลงซื้อขายในพื้นที่มาก่อน”

แนะรัฐสื่อสารบังคับใช้กฎหมาย ผลักดันศูนย์เปลี่ยนถ่ายฯ 

นายวิโรจน์ มองว่า เรื่องนี้มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาเกี่ยวข้อง จึงต้องมีการเจรจาพูดคุยให้ชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากกระทรวงคมนาคมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว กระทรวงการต่างประเทศต้องเข้ามาเป็นตัวกลางช่วยจัดการด้วย

เพราะยังมีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการต่างชาติบางส่วนยังไม่เข้าใจในกฎระเบียบ หรือมีการ “สำคัญผิด” เห็นว่าเคยมีผู้ประกอบการเจ้าอื่นทำได้เลยคิดว่าถูกต้อง ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ตั้งใจจ่ายใต้โต๊ะ หรือมองว่าการยอมถูกจับกุม เสียค่าปรับแค่ไม่กี่พันบาทนั้นคุ้มค่า

“บางคนก็คิดว่า มารับทุเรียนเต็มคันรถจ่ายส่วยเอาคุ้มกว่า หรือถูกจับก็ปรับแค่หลักพันบาท ก็ถือว่าเป็นค่าเคลียร์ไปเลยแล้วกัน จ่ายไม่กี่พันแต่มารับทุเรียนได้ถึงชุมพร”

นอกจากนี้ควรมีความร่วมมือเป็นพันธมิตรในการประกอบกิจการขนส่ง ผ่านการใช้ศูนย์เปลี่ยนถ่ายและกระจายสินค้าชายแดนขนาดใหญ่ของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2 แห่งหลัก สำหรับการค้าไทย-ลาว-จีน คือ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย และศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม (ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม) 

“หากเรามีการผสานผลประโยชน์ มีการกำหนดจุดของศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรม แต่ยังพบรถบรรทุกต่างสัญชาติทำผิดกฎหมาย ก็ให้ตำรวจจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งก็จะไม่ลุกลามบานปลายเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศไทย เพราะถือว่าทำความเข้าใจกันแล้ว”