จากสถานการณ์ปัจจุบันในปี 2569 การปรับตัวของผู้ประกอบการในประเทศไทยให้เข้ากับสภาวะปัญหาทางเศรษฐกิจ หนึ่งในการปรับตัวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การลดต้นทุน เลิกจ้างพนักงาน บางแห่งเลือกจะบอกเลิกจ้างพนักงานล่วงหน้าให้ได้เตรียมตัว แต่บางแห่งกลับเลือกจะบอกเลิกจ้างกะทันหัน จนพนักงานหลายคนตกใจจนลืมไปว่าตนเองมีสิทธิได้รับเงินและสิทธิประโยชน์หลายรายการตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่ “ค่าชดเชยตามกฎหมาย” เพียงอย่างเดียว

นราธิป ฤทธินรารัตน์ ทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน บริษัท เนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์ จำกัด ได้รวบรวมเป็นเช็กลิสต์ให้ลูกจ้างตรวจสอบสิทธิของตนเองก่อนเซ็นเอกสารใดๆ กับบริษัทนายจ้าง และก่อนไปยื่นเรื่องที่สำนักงานประกันสังคมหรือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ไว้ดังนี้

1.ค่าชดเชยตามอายุงาน

เงินก้อนหลักที่นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้าง หากลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด โดยอัตราเงินที่ได้รับขึ้นอยู่กับอายุงานของลูกจ้างที่ทำงานต่อเนื่อง โดยมีสิทธิได้รับ ตั้งแต่ 30 วันไปจนถึง 400 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย (ดูตารางด้านล่าง)

ตามพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118

อายุงานติดต่อกัน

อัตราค่าชดเชย

120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี

30 วัน

1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี

90 วัน

3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี

180 วัน

6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี

240 วัน

10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี

300 วัน

20 ปีขึ้นไป

400 วัน




2. สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ("ค่าตกใจ")

หากนายจ้างเลิกจ้างทันทีโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนช่วงที่ควรจะได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้า แยกต่างหากจากค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 17/1

3. ค่าชดเชยพิเศษ กรณีย้ายสถานประกอบกิจการ

หากนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปที่อื่นและลูกจ้างไม่ประสงค์ย้ายไปด้วย นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน มิฉะนั้น ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าว เพิ่มเติมจากค่าชดเชยปกติ ตามพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 120

4. ค่าชดเชยพิเศษ กรณีปรับปรุงหน่วยงานโดยนำเครื่องจักร หรือ เทคโนโลยีมาใช้

กรณีเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต โดยนำเครื่องจักร หรือ เทคโนโลยี มาแทนแรงงานคน นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้า 60 วัน และจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มเติมสำหรับลูกจ้างที่มีอายุงานตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยมีสิทธิได้รับเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำงานครบ 1 ปี ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 121-122

5. ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดที่ค้างจ่าย

ค่าจ้างของวันทำงานสุดท้าย ค่าล่วงเวลา (OT) และค่าทำงานในวันหยุดที่ยังไม่ได้รับ นายจ้างต้องจ่ายให้ครบภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยจ่ายภายใน 3 วันนับแต่วันเลิกจ้าง ตามพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 70


6. ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้

วันหยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิที่ลูกจ้างสะสมไว้แต่ยังไม่ได้ใช้ในปีนั้น นายจ้างต้องจ่ายเป็นเงินให้เมื่อเลิกจ้าง

ตามพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 67

7. เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้ามี)

หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสมส่วนของตนเองเต็มจำนวน ส่วนเงินสมทบของนายจ้างจะได้รับตามเงื่อนไขอายุสมาชิกที่ระบุในข้อบังคับกองทุน

ตาม พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 และข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัท

8. สิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน (ประกันสังคม)

ผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้างมีสิทธิยื่นขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม โดยต้องขึ้นทะเบียนว่างงานผ่านเว็บไซต์กรมการจัดหางานภายใน 30 วันนับแต่ถูกเลิกจ้าง

ตามพ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และกฎกระทรวงว่าด้วยการทดแทนกรณีว่างงาน

9. หนังสือรับรองการทำงานและเอกสารประกอบการยื่นสิทธิ

ลูกจ้างมีสิทธิขอหนังสือรับรองการทำงานจากนายจ้าง รวมถึงเอกสารอื่น เช่น หนังสือเลิกจ้าง สลิปเงินเดือนย้อนหลัง เพื่อใช้ประกอบการยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ว่างงานและสมัครงานใหม่ ตามป.พ.พ. มาตรา 585


สิ่งที่ลูกจ้างควรทำทันทีเมื่อถูกเลิกจ้าง

ขอหนังสือเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุวันที่และเหตุผลชัดเจน

อย่ารีบเซ็นเอกสารสละสิทธิหรือใบลาออกที่นายจ้างยื่นให้ หากยังไม่แน่ใจ

รวบรวมสลิปเงินเดือน สัญญาจ้าง และหลักฐานวันลาพักร้อนคงเหลือ

ขึ้นทะเบียนว่างงานกับกรมการจัดหางานภายใน 30 วัน เพื่อไม่ให้เสียสิทธิประกันสังคม

คำนวณเงินที่ควรได้รับตามเช็กลิสต์ข้างต้น แล้วเทียบกับยอดที่นายจ้างเสนอจ่ายจริง