ว่าที่ ผบ.ตร. “บิ๊กราญ” เตรียมครองอำนาจยาว 7 ปี “นักวิชาการ” มองเป็นดาบสองคม โอกาสปฏิรูปตำรวจขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง หรือเปิดช่องคอร์รัปชัน วางฐานอำนาจการเมืองระยะยาว
จากกรณีที่ประชุม ก.ตร. เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ที่มี นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล มีมติเอกฉันท์มอบเก้าอี้ ผบ.ตร. คนที่ 16 ให้กับ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ในวันที่ 1 ต.ค. 2569 โดยประเด็นที่ถูกจับตาไม่ใช่แค่เรื่องความเหมาะสมแต่คือ “อายุราชการ” ที่ทำให้บิ๊กราญสามารถครองอำนาจยาวนานถึง 7 ปี จนเกิดคำถามใหญ่ในสังคมว่า นี่คือการวางฐานอำนาจทางการเมืองในระยะยาวหรือไม่?
ทีมงานข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นักอาชญาวิทยา และอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านพัฒนาองค์กร เพื่อถอดรหัสเรื่องนี้ ซึ่งเปิดมุมมองวิเคราะห์ไว้ว่า แม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยมีใครที่มีอายุราชการเหลือยาวนานขนาดนี้มาก่อน แต่ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนปีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่นโยบายการจัดการปัญหาอาชญากรรมในภาพรวมทั้งประเทศด้วย
"นโยบายต่อเนื่อง" หรือ "การเปิดช่องคอร์รัปชันฝังลึก"
ในมุมมองของ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ เห็นว่า การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่มีอายุราชการยาวนานถึง 7 ปี ถือเป็น "ดาบสองคม" ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
ในด้านบวก ช่วยให้เกิดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบาย ทำให้ผู้บังคับบัญชาและตำรวจส่วนใหญ่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายชัดเจนและไม่ถูกปรับเปลี่ยนบ่อย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบข้าราชการไทยเวลามีการเปลี่ยนผู้บริหารมักจะเปลี่ยนนโยบายตาม เช่น บางยุคเน้นปราบปรามยาเสพติด พอเปลี่ยนยุคกลับเน้นการบำบัด หรือบางช่วงเน้นงานชุมชน ซึ่งการอยู่นานถึง 7 ปีจึงเป็นโอกาสให้ขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้เป็นรูปธรรมได้จริง
ในด้านลบ การอยู่นานขนาดนี้สุ่มเสี่ยงจะเปิดโอกาสให้เกิดการคอร์รัปชันหรือเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับกลไกการตรวจสอบของประชาชน สื่อมวลชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะตามกฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ยังคงให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการเสนอชื่อและสลับปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามักจะมีเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องและมีโอกาสสูงที่ฝ่ายการเมืองจะเข้ามาแทรกแซง
ดังนั้น หากการเมืองดีหรือไม่มีการคอร์รัปชัน องค์กรตำรวจก็จะดีตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน หากทางการเมืองมีแนวโน้มคอร์รัปชันหรือไม่ให้ความสำคัญกับนโยบายนี้ ระบบข้าราชการรวมถึงองค์กรตำรวจก็มีแนวโน้มที่จะเอียงไปในทิศทางคอร์รัปชันตามเช่นกัน
"อำนาจต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบ หากที่ใดมีอำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบ ย่อมมีแนวโน้มสูงที่จะทำให้ผู้มีอำนาจนั้น นำอำนาจนั้นไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง และไร้ซึ่งประโยชน์ต่อส่วนรวม"
ถอดรหัส “โรงพักทำเลทอง”
เมื่อถามถึงความกังวลเรื่อง “โรงพักทำเลทอง” หรือ สถานีตำรวจในพื้นที่ที่มีสถานบันเทิงเยอะ และอาจกลายเป็นพื้นที่คอร์รัปชัน เรียกรับส่วยเมื่อมีผู้ครองอำนาจนาน รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า หน่วยงานใดก็ตามที่มีอำนาจและหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ศุลกากร มหาดไทย หรือที่ดิน ต่างก็มีโอกาสคอร์รัปชันได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับระบบการกำกับและติดตามตรวจสอบ
สำหรับโรงพักทำเลทองนั้น ไม่ใช่พื้นที่ที่ตำรวจทั่วๆ ไป จะเข้าไปอยู่ได้ ระดับผู้กำกับการหรือหัวหน้าสถานีในพื้นที่เหล่านี้มักจะมีที่มาที่ไป และมักจะมีเครือข่ายทางการเมืองหรือนายพลระดับสูงหนุนหลัง ส่วนการที่ ผบ.ตร. คนใหม่ซึ่งมีอายุราชการยาวนานขนาดนี้จะเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไรเพื่อสร้างความโปร่งใส ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องรอติดตามการแถลงนโยบายและการทำงานจริง
ส่วนกรณีของอดีตแคนดิเดตอย่าง "บิ๊กโจ๊ก" ที่ถูกสกัดในอดีตนั้น อาจารย์มองว่าเป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะแคนดิเดตคู่ชิงในขณะนั้นต่างก็มีช่วงเวลาชีวิตและจังหวะของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน
ด้วยความที่ "บิ๊กราญ" ผ่านงานมาครบทุกมิติ ทั้งงานโรงพัก ป้องกันปราบปราม และสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน นโยบายระยะแรกจึงน่าจะโดดเด่นในเรื่องการแก้ปัญหาอาชญากรรมในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม แต่ 5 สิ่งที่ต้องระวังและเร่งปฏิรูปเพื่อไม่ให้องค์กรตกเป็นเครื่องมือของการเมือง มีดังนี้
1. การกระจายอำนาจ : ระบบการทำงานของตำรวจต้องมีการกระจายอำนาจให้มากพอ เพื่อให้ตำรวจในแต่ละพื้นที่ได้ทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน
2. เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม : ดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ร่วมกำกับ ติดตาม และตรวจสอบการทำงานของตำรวจในรูปแบบใหม่ โดยต้องมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งคนรากหญ้าและคนชนชั้นกลางให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
3. สนับสนุนสวัสดิการและอุปกรณ์ : เสริมสร้างความโปร่งใสโดยการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การทำงานให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้ตำรวจต้องไปพึ่งพาหรือ "ขอสปอนเซอร์" จากธุรกิจสีเทา ซึ่งสุดท้ายมักจะจบด้วยเรื่องบุญคุณและการเอื้อประโยชน์ต่อกัน
4. ยกระดับความเป็นมืออาชีพ : พัฒนาองค์กรตำรวจให้มีความรู้ ความเป็นมืออาชีพให้มากขึ้นและเน้นนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน
5. สร้างความยุติธรรมและธรรมาภิบาล : สร้างความยุติธรรมทั้งแก่ประชาชนที่เข้ามาแจ้งความรวมถึงข้าราชการตำรวจในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายโดยยึดหลักธรรมาภิบาล
ระยะเวลาราชการ 7 ปีเต็มของ "บิ๊กราญ" พล.ต.อ.สำราญ นวลมา จึงเป็นทั้งโอกาสครั้งใหญ่ในการปฏิรูปองค์กรตำรวจให้เป็นที่พึ่งของประชาชนและเป็นบททดสอบสำคัญว่า จะถูกใช้เป็นเพียงหมากตัวสำคัญในการปูฐานอำนาจทางการเมืองยุคสีน้ำเงินหรือไม่ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม คงรู้กัน