เงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “รายได้ส่วนบุคคล-หนี้สิน” อาจไม่สะท้อนความจนจริง “นักวิชาการ” ชี้เกณฑ์รายได้ครัวเรือนเหมาะสมกว่า แนะรัฐเร่งพัฒนาฐานข้อมูล-ระบบอุทธรณ์
จากกรณีภาครัฐเปิดให้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน รอบใหม่ในช่วงวันที่ 4 - 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีการปรับเกณฑ์การคัดกรองที่เข้มงวดขึ้น อาทิ ไม่เป็นหุ้นส่วนหรือกรรมการในบริษัท, มีรายได้หรือจ่ายให้คนอื่น ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี, มีทรัพย์สิน (เงินฝากหรือสลาก) มีหนี้สิน วงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชี (ไม่รวมสินเชื่อเพื่อการเกษตร) ไม่เกิน 1 แสนบาท, มีที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรไม่เกิน 10 ไร่ ใช้ประโยชน์ที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตรไม่เกิน 1 ไร่, ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถ ยกเว้น จักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อรับจ้าง และรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน เป็นต้น
กระทรวงการคลัง ได้ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีประชาชนลงทะเบียนทั้งสิ้น 18.82 ล้านคน ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านคน ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.31 ล้านคน โดยมีผู้ยื่นอุทธรณ์พิสูจน์ว่า “จนจริง” เข้ามาแล้วกว่า 2.7 ล้านคน เกณฑ์คุณสมบัติที่ไม่ผ่านมากที่สุด 41% คือมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ รองลงมา 19% มีสินเชื่อเกิน 100,000 บาท ส่วนอีก 16% ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ ซึ่งทางรัฐบาลได้เปิดให้มีการยื่นอุทธรณ์ได้
อย่างไรก็ดี ในหลายกรณีที่มีการยื่นอุทธรณ์เป็นการครอบครองมานานหลายปีจนรถหมดสภาพการใช้งาน หรือมีชื่อร่วมซื้อแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ ประเด็นดังกล่าวนำมาสู่การถกเถียงว่า เกณฑ์การคัดกรองใหม่นี้ ทั้งการมีหนี้สินหรือมีกรรมสิทธิในรถยนต์ เป็นตัววัดความจน ได้จริงหรือไม่?
แนะ เกณฑ์รายได้ครัวเรือน เหมาะสมกว่า รายได้บุคคล
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่า ในการคัดกรองครั้งนี้มีการกำหนดเกณฑ์ที่เข้มข้นมากขึ้น ทำให้มีคนผ่านการคัดกรองลดลง โดยความเข้มข้นนี้เกิดขึ้นจากการที่ภาครัฐใช้ฐานข้อมูลหลายแห่งเพิ่มเติม อาทิ จำนวนหนี้สิน การถือครองทรัพย์สินต่างๆ
ทั้งนี้ในเกณฑ์หนี้สินหรือการถือครองที่ดิน, อาคาร, ยานพาหนะ ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเกณฑ์ที่วัดความยากจนได้จริงหรือไม่นั้น ดร.สมชัย มองว่าเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้ ในฝ่ายที่เห็นด้วยกับเกณฑ์นี้ อาจมองว่า หากมีหนี้สินในระบบได้สูงขนาดนั้นอาจหมายความว่าบุคคลนั้นมีอำนาจซื้อ มีรายได้เกินเส้นความยากจนหรือมีความสามารถในการดูแลตัวเองได้ระดับหนึ่ง จึงมีเครดิตมากพอที่สามารถกู้ยืมเงินในจำนวนนั้นได้ อย่างไรก็ตาม ในบางสถาบันการเงินอาจไม่ได้เข้มงวดหลักประกันมากนัก เช่น สินเชื่อยานพาหนะ
ขณะเดียวกันในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์นี้ อาจมองว่า ผู้ที่มีหนี้สินแม้จะมีรายได้เกินเส้นความยากจน แต่อาจมีภาระต้องดูแลบุคคลอื่นๆ ในครอบครัวที่ไม่มีรายได้ เช่น พ่อแม่ชรา หรือเด็กเล็ก
ดร.สมชัย มองว่า เกณฑ์การคัดกรองครั้งใหม่ที่ปรับเปลี่ยนจากเกณฑ์รายได้เฉลี่ยในครัวเรือนมาเป็นรายได้ส่วนบุคคล ถือว่าเป็นความผิดพลาด เพราะหากบุคคลหนึ่งหากมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดแล้วถูกตัดสิทธิ หากไปดูภาระแท้จริงว่าต้องดูแลคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วย อาจเข้าเกณฑ์ยากจนก็เป็นได้
ส่วนประเด็นของผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติมากกว่า 41% เกิดจากการมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์-จักรยานยนต์ แต่ความเป็นจริงหลายๆ กรณีเป็นการถือครองหลายปีจนรถพังใช้งานไม่ได้ รวมถึงมีชื่อเป็นผู้ร่วมกู้ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือใช้งานรถคันดังกล่าวนั้น
ดร.สมชัย มองว่า การใช้ข้อมูลถือครองรถควรปรับให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด ในกรณีรถยนต์ หากซื้อมานานหลายปีก็ควรมีการคิดค่าเสื่อมด้วย เช่น หากตอนซื้อมามีมูลค่า 5 แสนบาท แต่ใช้มานาน 10 ปีจนมูลค่าเหลือไม่กี่บาท ก็ควรอนุโลม
ไม่มีระบบคัดกรองที่สมบูรณ์แบบ
อย่างไรก็ตาม ดร.สมชัย ชี้ว่า ไม่มีระบบคัดกรองใดที่สมบูรณ์ ต้องมีข้อบกพร่องไม่มากก็น้อย ซึ่งหากภาครัฐกังวลเรื่องการตกหล่น หรือการรั่วไหลของงบประมาณจากการคัดกรองที่ผิดพลาด ก็ต้องเร่งพัฒนาฐานข้อมูลให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้และอัปเดตอยู่เสมอ และหากฐานข้อมูลยังไม่เอื้อก็ต้องมีระบบอุทธรณ์ที่ดี
“การทำเรื่องนี้ไม่ง่ายและทั่วโลกก็พยายามทำอยู่เช่นกัน ซึ่งก็ต้องเอาใจช่วย มีแนวทางหนึ่งที่ช่วยได้คือกระบวนการอุทธรณ์ในส่วนที่ไม่มีฐานข้อมูลอยู่ โดยให้ผู้ที่อุทธรณ์แจกแจงถึงเหตุผลและกระทรวงการคลังก็มีหน้าที่ในการส่งทรัพยากรและบุคลากรไปตรวจเช็ก ซึ่งก็ถือว่าเป็นงานที่หนัก แต่อย่างไรในระหว่างที่ระบบคัดกรองยังไม่ค่อยดี ก็จำเป็นต้องทำ”
ดร.สมชัย เสนอว่าในระหว่างที่ปรับปรุงฐานข้อมูล ก็อาจใช้กลไกอื่นเสริมได้ เช่น กลไกในชุมชน ให้ผู้มีอำนาจที่รู้จักคนในชุมชนดี เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ช่วยตรวจสอบเคสอุทธรณ์ต่างๆ แม้จะยังมีช่องโหว่ที่คนอาจเอื้อประโยชน์ให้พวกเดียวกันบ้าง แต่ก็ช่วยลดภาระงานและงบประมาณของส่วนกลางไปได้
ในส่วนประเด็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งมีปัญหาการคัดกรองที่อาจตกหล่นและรั่วไหล สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของสวัสดิการให้ครอบคลุมและแก้ไขปัญหานี้ได้หรือไม่นั้น
ดร.สมชัย มองว่า หากจะทำให้ครอบคลุมอาจออกมาในรูปแบบของ ภาษีเงินได้แบบติดลบ หรือ Negative Income Tax คือผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์แทนที่จะเสียภาษีเงินได้ ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเจาะจงแทน ซึ่งเงินส่วนนี้ก็จะทำหน้าที่ทดแทนนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะเดินหน้าเรื่องนี้จริงจะมีเงื่อนไขคือคนไทยทุกคนต้องเข้าสู่ระบบภาษีก่อน จากนั้นเมื่อรัฐได้ฐานข้อมูลชุดใหญ่ โดยอาจมีการขอข้อมูลทรัพย์สินที่ถือครองอยู่เพิ่มเติม เช่น บ้าน รถยนต์ เพื่อประกอบการพิจารณาสวัสดิการ
“ควรบังคับให้เข้าทุกคนยื่นแบบเสียภาษี ไม่ควรเป็นระบบสมัครใจ เพราะไม่เช่นนั้นคนนอกระบบภาษีที่มีรายได้สูงจะไม่มาเข้า รัฐบาลก็ไม่ได้รายได้จากภาษีเพิ่ม ส่วนคนที่เข้าระบบจะมีแต่คนที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ สุดท้ายก็จะกระทบฐานะทางการคลัง เพราะรายจ่ายสูงแต่รายได้ไม่เพิ่มเท่าไหร่”
ในระหว่างที่ประเทศไทยยังเดินไปไม่ถึงระบบภาษีเงินได้แบบติดลบ นอกจากการพัฒนาฐานข้อมูลระบบคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ขณะเดียวกันอาจใช้มาตรการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มาตรการเชิงพื้นที่ กระจายอำนาจไปสู่การคลังท้องถิ่น แต่ก็ต้องติดตามตรวจสอบการทุจริตอย่างเข้มงวดเช่นกัน
รัฐบาลปลดล็อกเกณฑ์ “รถเก่า-นักเรียน” แก้ปัญหาสวม “ลูกจ้างปลอม”
จากปัญหาการคัดกรองที่เกิดขึ้น ล่าสุด 20 ก.ค.2569 กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปลดล็อกเงื่อนไขรถยนต์เก่า รถจักรยานยนต์เก่า และนักเรียนนักศึกษานอกระบบ พร้อมขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 20 ก.ย. 2569 และตั้งเป้าคืนสิทธิให้ผู้ผ่านการทบทวนภายในวันที่ 1 ต.ค. 2569
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากการรับเรื่องร้องเรียน พบว่าประชาชนจำนวนมากยังมีชื่อเป็นเจ้าของรถยนต์ที่หมดสภาพการใช้งาน รถเก่าที่ไม่ได้จำหน่ายออกจากทะเบียน รถสูญหาย รถที่ขายไปแล้วแต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงกรณีถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ์จดทะเบียนรถ ทำให้ข้อมูลทะเบียนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และเป็นเหตุให้ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดกรอง
กระทรวงคมนาคม เสนอให้ปรับหลักเกณฑ์ ยกเว้นการนับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี รวมถึงการถือครองรถจักรยานยนต์ จะเพิ่มเกณฑ์ว่า หากประชาชนมีรถจักรยานยนต์ที่ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี 2 คัน ที่อยู่ระหว่างการผ่อนอยู่ จะถือว่า ไม่ตกเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยกรมการขนส่งทางบก จะร่วมดำเนินการตรวจสอบและจัดทำข้อมูลประกอบการอุทธรณ์
ในกรณีนักเรียนนักศึกษานอกระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และอาชีวศึกษานอกระบบ จะไม่ถูกตัดสิทธิด้วยเกณฑ์ที่เป็นนักเรียนนักศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว แต่กระทรวงการคลังจะพิจารณาองค์ประกอบอื่นประกอบด้วย ขอให้สบายใจได้ ซึ่งบางคนบอกว่า ติดตรงที่เป็นนักเรียนนักศึกษาจะลาออกจากระบบ ขอชี้แจงว่า ไม่มีความจำเป็นต้องลาออก เพราะสุดท้ายแล้ว กระทรวงการคลังจะพิจารณาเกณฑ์อื่นๆ ด้วยเพิ่มเติม
ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในการตรวจสอบคุณสมบัติด้านรายได้ ได้นำข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา(Dynamic Data) มาใช้ตรวจสอบ ทำให้พบความผิดปกติและขบวนการทุจริตครั้งใหญ่
พบว่ามีนายจ้างหรือธุรกิจหัวหมอบางแห่ง ได้นำชื่อของประชาชนทั่วไปไปสวมรอยตั้งเป็นลูกจ้างปลอม เพื่อนำข้อมูลไปใช้หักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทและหลีกเลี่ยงภาษี ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องราว กลายเป็นผู้มีรายได้ในระบบของกรมสรรพากร และถูกตัดสิทธิบัตรคนจนไปโดยปริยาย ซึ่งยืนยันว่าพร้อมรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ และจะเร่งดำเนินการขั้นเด็ดขาดควบคู่กันใน 2 มิติ คือ การไล่ล่าตามตัวผู้ที่นำชื่อประชาชนไปแอบอ้างทุจริตมาดำเนินคดี และเร่งคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้กับผู้เสียหายอย่างรวดเร็ว