ฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศหนนี้ไม่ใช่แค่การเจอกันของสองมหาอำนาจลูกหนัง แต่คือ "สงครามแห่งศักดิ์ศรี" ระหว่างพลพรรค "กระทิงดุ" สเปน สายเลือดใหม่สุดอันตราย กับ "ฟ้าขาว" อาร์เจนตินา ที่พร้อมสู้ตายเพื่อศักดิ์ศรีแชมป์เก่าและเกียรติยศสูงสุด

ผู้ชนะในเกมนี้จะได้รับอะไรติดมือกลับบ้าน และประวัติศาสตร์หน้าไหนที่พวกเขากำลังจะสร้าง? มาเจาะลึกกัน

 สิ่งที่ผู้ชนะจะได้รับ เกียรติยศ เงินรางวัล และความเป็นหนึ่ง

ทีมที่ชูถ้วยแชมป์โลกหลังจากสิ้นเสียงนกหวีดยาว จะได้รับรางวัลอันล้ำค่าดังนี้

ถ้วยฟุตบอลโลก (FIFA World Cup Trophy) ถ้วยทองคำแท้ 18 กะรัตอันศักดิ์สิทธิ์ โดยทีมแชมป์จะได้ครอบครองถ้วยจริงในพิธีฉลอง ก่อนจะได้รับถ้วยจำลองชุบทองกลับไปเก็บรักษา

เงินรางวัลมหาศาล เงินอัดฉีดจากฟีฟ่าสำหรับทีมแชมป์โลก สูงถึงประมาณ 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 1,400-1,500 ล้านบาท ส่วนรองแชมป์จะได้รับประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เหรียญรางวัลทองคำ สำหรับนักเตะ สตาฟฟ์โค้ช และผู้เกี่ยวข้อง

ดาวทองบนอกเสื้อ การได้สิทธิ์ปัก "ดาวทอง" ดวงใหม่เพิ่มบนตราสัญลักษณ์ทีมชาติ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแชมป์โลกที่ทุกคนถวิลหา

...


ฟุตบอลโลก หาก "สเปน" ชนะ การกลับคืนสู่บัลลังก์และยุคสมัยใหม่ของกระทิงดุ

หากขุนพลกระทิงดุสามารถสยบอาร์เจนตินาได้ พวกเขาจะสร้างประวัติศาสตร์และสถิติใหม่ดังนี้:

แชมป์โลกสมัยที่ 2 สเปนจะปลดล็อกคว้าแชมป์โลกหนแรกในรอบหลายปี นับตั้งแต่ยุคทองปี 2010 ที่แอฟริกาใต้

การปฏิวัติสู่ยุคใหม่สมบูรณ์แบบ จะเป็นการพิสูจน์ว่าระบบ "ติกิ-ตากา" ยุคใหม่ ที่ผสมผสานความสดของดาวรุ่งและแทกติกที่รวดเร็ว ดุดัน สามารถพาทีมไปถึงจุดสูงสุดของโลกได้สำเร็จ และเป็นการประกาศศักดาครองความยิ่งใหญ่ต่อจากแชมป์ยูโร

จารึกชื่อดาวรุ่งสู่ทำเนียบตำนาน แกนหลักที่เป็นคนรุ่นใหม่ของสเปน (เช่น ลามีน ยามาล หรือเปดรี ขึ้นอยู่กับไลน์อัปปัจจุบัน) จะกลายเป็นหนึ่งในนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้ชูถ้วยแชมป์โลก

 

ฟุตบอลโลก หาก "อาร์เจนตินา" ชนะ การป้องกันแชมป์ และการตอกย้ำความยิ่งใหญ่


หากทัพฟ้าขาวสามารถย้ำแค้นและคว้าชัยเหนือสเปนได้สำเร็จ ประวัติศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้

แชมป์โลกสมัยที่ 4 อาร์เจนตินาจะขยับขึ้นไปเป็นแชมป์โลก 4 สมัย จี้ติดบราซิล (5 สมัย), อิตาลี และเยอรมนี (4 สมัย) เข้าไปทุกที

สร้างประวัติศาสตร์ "ป้องกันแชมป์โลก" อาร์เจนตินาจะกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ชาติในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่สามารถป้องกันแชมป์โลกได้สำเร็จ (Back-to-Back Champions) เจริญรอยตามอิตาลี (1934, 1938) และบราซิล (1958, 1962) ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษแล้ว

การส่งไม้ต่อของยุคสมัย ไม่ว่านี่จะเป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของยอดนักเตะอย่าง ลิโอเนล เมสซี หรือไม่ การชนะครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ว่า "สายเลือดใหม่" ของอาร์เจนตินาพร้อมแล้วที่จะแบกรับภาระและสานต่อความยิ่งใหญ่ในเวทีระดับโลกอย่างยั่งยืน