เอสเอ็มอีไทย ขายดีแต่ไม่โต ต้นทุนขายออนไลน์พุ่งสูง ทางรอดต้องใช้ข้อมูลดาต้า วิเคราะห์ฐานลูกค้า เปลี่ยนการนำเสนอสินค้าสู่เรื่องเล่าจูงใจคนซื้อ




การเปิดตัวแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสแห่งแรกของคนไทยอย่าง Thaimart ในงาน “ตื่นเถิดชาวไทย : Thaimart บ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่ผ่านมา (วันที่ 7กรกฎาคม 2569) มีการเชิญวิทยากรหลายท่าน หลายแขนงมาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจภายในงาน

พงษ์ทร วิเศษสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญจากไปรษณีย์ไทย พูดถึงความท้าทายของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ที่ในอดีตการจัดส่งหลังทำการสั่งซื้อ 1 วันนั้นก็ถือว่าเร็วแล้ว แต่ปัจจุบันต้องแข่งขันกันในหลักชั่วโมง โดยแนะนำให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า ต้องปรับตัวหากลดต้นทุนหรือนำ Ai มาช่วยในส่วนไหนได้ก็ควรทำ เพื่อลดต้นทุนในธุรกิจ และลดขั้นตอนในการทำงาน

...


ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ผู้ก่อตั้ง Ookbee พูดในหัวข้อ “ทำไมSME ไทยขายดีแต่ไม่โต” โดยเริ่มจากยกตัวอย่างของ SME ไทยที่ประสบความสำเร็จ เช่น Sunsu , Nosetea พร้อมแนะนำการวิเคราะห์ขนาดของตลาด โดยยกตัวอย่างตลาดของไทยว่ามีตลาดอะไรบ้าง เช่น หากเป็นหมวดเสื้อผ้าแฟชั่น แบรนด์ที่ครองตลาดคือ Rally , Merge , Gentle Woman และแนะนำว่าผู้บริหารควรมีแนวคิดแบบ Growth marketing ที่เน้นการเติบโตของบริษัท



หนุ่ย ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “การตลาดวันละตอน” พูดในหัวข้อ “อนาคต E - Commerce ไทยในโลกที่ Data คืออำนาจ” โดยกล่าวถึงความสำคัญของการมี Data หรือ ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในธุรกิจต่อ

เริ่มแรกได้พูดถึงผลงานที่ผ่านมา และพูดถึงสถานการณ์ข้อมูลในปัจจุบัน ที่ผู้ประกอบการไม่สามารถรู้ข้อมูลของลูกค้าของตนได้

“ก็มักจะรู้จักคนซื้อแค่ข้อมูลบางส่วน เช่น แค่ 085***** ทุกวันนี้เจ้าของร้านไม่รู้จักผู้ซื้อ ไม่มีข้อมูลลูกค้า” ซึ่งเป็นข้อจำกัดของแพลตฟอร์มต่างประเทศในปัจจุบันที่ใช้กฎหมาย PDPA ในการปกป้องข้อมูลส่วนนี้

คุณหนุ่ยพูดถึง ข้อมูลที่ผู้ประกอบการควรมีไว้ในมือ หรือ 6P ดังนี้

Persona ต้องรู้ว่าคนซื้อเป็นใคร

Product ต้องมีข้อมูลของสินค้า ชื่อ ประเภท ลักษณะ 

Price ต้องนำข้อมูลของราคาไปแบ่งเป็นช่วง ๆ เพื่อทราบว่าสินค้าในช่วงราคาไหนขายดี 

Place ควรแบ่งข้อมูลตามภูมิภาคเพื่อปรับกลยุทธ์ในการขายได้ง่ายขึ้น

Period ควรมีข้อมูลว่าสินค้าขายดีสุดตอนไหน ช่วงเวลาไหน

Promotion เป็นสิ่งที่สำคัญ ควรวิเคราะว่าโปรที่ใช้แบบไหนดีประสิทธิภาพที่สุด เช่น โปรดาราอินฟลูอาจยอดขายเพิ่มจริง รองลงมาคือโค้ด ท้ายสุดคือโค้ด+ดารา แต่บางทีต้องมาดูข้อมูลสินค้าอื่น บางทีจากตัวอย่างอาจรู้ว่าไม่จ้างก็ขายดีได้ งั้นก็ไม่ต้องจ้าง ดังนั้นโปรจึงไม่ใช่ช่วยแค่ลดแลกแจกแถม แต่ต้องเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับร้านค้าของเรา

และคุณหนุ่ยยังกล่าวอีกว่าหากนำข้อมูลมาทับซ้อนกัน จะทำให้สามารถเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น Product มารวมกับ Place จะเห็นภาพว่าสินค้าใดขายดีในภาคใด เป็นต้น

“คุณต้องมี Data และใช้เวลากับมัน” พยายามขายบนแพลตฟอร์มที่ให้ Data กับเรา เลือกแพลตฟอร์มที่มันได้ Data

...



คนขาย ต้องอธิบายเรื่องยากให้ง่าย

คุณเปา พีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร i HAVECPU มาในหัวข้อ “ของเหมือนกัน แต่วิธีขายต่าง” โดยกล่าวถึงประเด็นที่ ถ้าสินค้าเหมือนกัน จะมีอะไรบ้างที่ทำให้ต่างกันได้ โดยแนะนำว่าสิ่งที่ต้องแตกต่างคือ วิธีขาย Service และต้องวิเคราะห์จุดแข็ง - อ่อนของตลาด ต้องรู้ว่าตลาดเค้าทำอะไรกันอยู่ โดยเล่าถึงประสบการณ์ตั้งแต่มี 0 สาขาไปจนถึงการแข่งขันกับเจ้าใหญ่ๆ

โดยต้องวิเคราะห์ก่อนว่าคู่แข่งเราเป็นใคร มีอะไรบ้าง เพราะคนเดินมา100คน ประกอบคอมเป็น10คน เล่นคอมเป็น100คน ดังนั้นเราต้องเลือกว่าเราจะขายคอมให้ใคร เราไม่ได้บอกว่าประกอบยังไง แต่เราบอกว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้จะช่วยให้ลูกค้ามีความสุขยังไงมากกว่า การที่เราอธิบายเรื่องยากให้ง่าย เราต้องรู้สิ่งนั้นเพียงพอก่อน เจ้าของต้องเข้าใจใน product ของตัวเอง ผมรู้ว่าผมจะหาเงินจากสิ่งที่ผมรู้ยังไง

เมื่อสอบถามว่า หัวใจของการliveแล้วทำให้คนซื้อคือเราต้อง expert ในเชิงวิชาการและความตลกในความเฮฮา มันจะทำให้ไม่น่าเบื่อ

สำหรับ Thaimartเป็นจุดเปลี่ยนที่ดี ทุกคนเจอปัญหาจากที่อื่น แต่ต้องใช้เวลาหน่อยในการปรับตัว คิดว่ามีส่วนช่วยคนขายได้กำไรเต็ม คนขายต้องเยอะ คนใช้ต้องเยอะ แอพต้องดี 3อย่างนี้ต้องมาพร้อมกันมันถึงจะรอด 



...


ธุรกิจเป็นซอมบี้ มันไม่ตาย แต่มันไม่โต


นพ พงศธร ธนบดีภัทร ผู้ร่วมก่อตั้ง Eddu Group และ Refinnพูดในหัวข้อ “บทเรียนของนักธุรกิจที่ไม่มีใครเคยบอก” โดยพูดถึงคนไทยว่า ขายเก่ง แต่ทำธุรกิจไม่เป็น ธุรกิจมันเป็นซอมบี้ มันไม่ตาย แต่มันไม่โต พร้อมแชร์ประสบการณ์จากการเรียนที่ Harward พร้อมบอกว่านักธุรกิจที่ดี ผู้บริหารที่ดีควรทำอย่างไร วงเวียนการทำธุรกิจ

โดยแนะนำว่าการที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมี 3 ขา ดังนี้

Resources ทรัพยากร

Processes กระบวนการ

...

Profit Formula สมการกำไร

โดย 3 อย่างนี้ต้องทำให้เป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าเสมอ ยกตัวอย่าง เช่น ร้านขายชานม แรกๆขายดี เลยขยายสาขา ขยายไปก็ขายดีแต่หลังๆมันล้นตลาด ตัน เพราะมันขยายไม่เท่ากันสุดท้ายกลไกก็จะทำให้มันกลับมาเท่ากัน

ในช่วงสุดท้ายของงาน แพร์รี่ ไพรวัลย์ วรรณบุตร อินฟลูเอนเซอร์,ผู้ประกอบการ และ เจตน์ โสภิตวิริยาภรณ์ เจ้าของเพจ Jade:เลือดสาดมาร์เก็ตติ้ง ได้มาแชร์ประสบการณ์ในฐานะผู้ประกอบการจริงที่เคยพบเจอ


เริ่มต้นที่ เจตน์ พูดถึงประสบการณ์ที่เคยขายของออนไลน์มาเป็นเวลานาน เวลามีอะไรใหม่ๆ จะพุ่งเข้าไปทำก่อนคนอื่น ทำมาตั้งแต่ยังไม่มีแพลตฟอร์ม พอมีปุ๊บ แพลตฟอร์มแรกๆก็จะลงทุนเยอะ ให้ขายฟรีมั้ง ดันคลิป ไม่ปิดกั้น



ส่วน แพร์รี่ พูดถึงประสบการณ์ว่าการผันตัวมาเป็นแม่ค้า เพื่อช่วยเหลือทุกคนในครอบครัวให้รอดไปด้วยกัน ให้มีงานทำ และเป็นคนแรก ๆที่นำทุเรียนเป็นลูก ๆ มาขาย โดยสมัยก่อนขายในFacebook

“หลังๆแพลตฟอร์มเริ่มเยอะขึ้น ลูกค้าหาย เราก็เลยต้องปรับตัว”

“มีคนบอกว่า ใช่ซี่ ทำอะไรก็ขายได้เพราะเป็นคนดัง…การที่มีคนมารู้จักเรามันต้องมีที่มานะคะ ก่อนอื่นเลยต้องมี mind set ที่ดี อย่าไปคิดว่าเราไม่มีต้นทุน คนน่ะชอบไปคิดว่าตัวเองไม่มีต้นทุน ทุกคนมีต้นทุนหมด เพียงแต่ว่าเราจะมองคำว่าต้นทุนเท่ากับอะไร บางคนมองเป็นเงินอย่างเดียว แต่ความรู้ ความสามารถ ความสนใจก็นับว่าเป็นต้นทุน”

ด้าน คุณเจตน์ บอกว่าจริง ๆ สินค้าไม่ต้องแตกต่างกันก็ได้ แต่ต่างกันที่ความใส่ใจ และเล่าถึงประสบการณ์การเจอของปลอม

“คนไม่ได้ซื้อของที่ถูกที่สุดแต่ต้องมีประสิทธิภาพพอใช้งานได้ ที่ผ่านมาขายของในแอพ รู้ไหมว่าลูกค้ากดคืนสินค้ามา เราก็ยังโดนหักอยู่นะ”

พร้อมพูถึงปัญหาว่าเมื่อก่อนนั้นทุกคนบนแพลตฟอร์มเท่าเทียมกัน แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนไป บางคนโดนดัน บางคนโดนปิด มีการปิดบังข้อมูลลูกค้า

ส่วนคุณแพร์รี่กล่าวว่าปัจจุบันนั้นแพลตฟอร์มมักปิดการมองเห็น

“โพสต์ไร้สาระคนไลค์เยอะ แต่พอขายของคนไลค์น้อย มันอาจจะมีอัลกอริทึมอะไรของมัน”