อีคอมเมิร์ซ ทางรอดผู้ประกอบการรายเล็ก เมื่อการแข่งขันไม่ใช่แค่ในไทย ผู้เชี่ยวชาญ จุดเด่นสินค้าไทยในเรื่องความงาม และการจัดส่งในประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า มองโอกาสดันผลิตภัณฑ์ไทยไปไกลในต่างประเทศ
อีคอมเมิร์ซ หรือแพลตฟอร์มการขายสินค้าที่ได้รับความนิยม สำหรับผู้ขายคนไทยโดยเฉพาะรายเล็ก ยังต้องเร่งปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากแพลตฟอร์มส่วนใหญ่มีการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดใหญ่และต่างประเทศ
แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซ ในไทยให้ข้อมูลว่า จุดเริ่มต้นของอีคอมเมิร์ซ ในประเทศจีน มาจากแนวคิด "ทำให้โลกนี้ไม่มีธุรกิจที่ทำยาก" ซึ่งเป็นแนวคิดของ แจ็ค หม่า ที่ต้องการใช้แพลตฟอร์มทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ในอดีตการซื้อขายถูกจำกัดด้วย "ระยะทาง" เช่น การซื้อสินค้าและบริการในรัศมี 10 กม. จากบ้าน และการผูกขาดของเจ้าถิ่น แต่แพลตฟอร์มคือ "เวทีเปิด" ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก
บทเรียนจากจีน อีคอมเมิร์ซในจีนเติบโตเร็วเพราะขนาดประเทศที่ใหญ่มาก มณฑลเดียวอาจใหญ่เท่ากับหนึ่งประเทศ แพลตฟอร์ม จึงเข้ามาแก้ปัญหาการจับคู่ระหว่างผู้ผลิตในพื้นที่ห่างไกลกับผู้ซื้อที่ต้องการสินค้า เช่น การส่งส้มจากภาคตะวันตกเฉียงใต้ไปขายในแถบอีสานของจีนที่หาซื้อยากและราคาแพง
ทำไมแพลตฟอร์มอาเซียน เช่นหลายบริษัทที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่ สิงคโปร์ ถึงชนะแพลตฟอร์มอื่นที่มาจากยุโรปได้ แหล่งข่าวมองว่า แม้จะมีต้นแบบจาก Amazon ของอเมริกา แต่แพลตฟอร์มอย่าง Shopee หรือ Lazada เข้าใจ ไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมการใช้จ่าย ของคนในอาเซียนได้ดีกว่า เพราะมีพื้นฐานการพัฒนามาจากสิงคโปร์ซึ่งเป็นคนในภูมิภาคเดียวกัน
...
ยุทธศาสตร์สำหรับผู้ประกอบการไทย หรือ SME
ผู้ประกอบการไทยอย่าแข่งที่ราคา แต่ให้แข่งที่ ความคุ้มค่า โดยเฉพาะ SME ไทย ไม่ควรไปแข่งเรื่องต้นทุนกับผู้ผลิตจีน เพราะเขามี Supply Chain ที่ใหญ่กว่ามาก แต่ควรสร้างความคุ้มค่าคือ คุณภาพสินค้า เพราะสินค้าไทยได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพในระดับสากล
ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ การสร้างร้านค้าที่เป็น "Mall" จะได้รับความไว้วางใจมากกว่าแม้ราคาจะสูงกว่าร้านทั่วไป บริการหลังการขาย ซึ่งเป็นจุดที่แพลตฟอร์มข้ามชาติทำได้ยากกว่าคนในพื้นที่
โอกาสจาก B2C (Business to Consumer) แพลตฟอร์มช่วยให้ SME รายเล็กสามารถขายตรงสู่ผู้บริโภคในอาเซียนได้ทันทีผ่านฟีเจอร์อย่าง International Platform โดยไม่ต้องง้อตัวกลาง (B2B) ซึ่งลดความเสี่ยงเรื่องการตรวจสอบฐานะการเงินของคู่ค้าต่างชาติ
ทางรอดสินค้าไทย vs สินค้านำเข้า
สินค้าไทยที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้สด แพลตฟอร์มช่วยให้เกษตรกรขายตรงจากสวนได้ เช่น ทุเรียน, น้ำมะพร้าว
สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีน้ำหนักมาก เช่น น้ำดื่ม ซึ่งมีค่าขนส่งสูงเกินกว่าจะนำเข้าได้คุ้มค่า
สินค้าแปรรูปที่มีนวัตกรรม เช่น สินค้าสุขภาพและความงาม หรือหมอนยางพาราแปรรูป ขนมไทย ซึ่งมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์และสู้สินค้านำเข้าได้
สินค้านำเข้า ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไทยไม่มีฐานผลิต เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก เช่น สายชาร์จ, หัวชาร์จ, แกดเจ็ตต่าง ๆ ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ (ทีวี, ตู้เย็น) ปัจจุบันไทยยังเป็นฐานผลิตที่สำคัญและมีการลงทุนเพิ่ม
อนาคตของอีคอมเมิร์ซ ช่องทางของผู้ขาย
อีคอมเมิร์ซไม่ได้มีแค่การวางสินค้า แต่กำลังเปลี่ยนเป็น Shopping Entertainment หรือการใช้คอนเทนต์/วิดีโอสั้นในการจูงใจ
วงการนี้ต้องการคนทำงาน "หลังบ้าน" จำนวนมาก เช่น นักวางกลยุทธ์ข้อมูล (Data Strategist), ทีมสนับสนุนการไลฟ์ และคนทำคอนเทนต์สร้างสรรค์ ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยไทยยังผลิตไม่ทัน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะเปิดตัวโครงการใหญ่ในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ เพื่อช่วย SME ไทยเข้าสู่ Live Commerce โดยจะมีหลักสูตรและการสนับสนุนให้ SME ใน 77 จังหวัด สามารถไลฟ์ขายของได้ด้วยตัวเอง
บทบาทของภาครัฐและการจัดการข้อมูล
ปัจจุบันแพลตฟอร์มเชื่อมข้อมูลกับสรรพากรแล้ว และมีการเก็บภาษี สำหรับสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก ความท้าทายคือการทำให้กฎระเบียบมีความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย
ภาครัฐเริ่มเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลการขึ้นค่า GP ของแพลตฟอร์ม เพื่อไม่ให้กระทบต่อ SME โดยไม่มีเหตุผลสมควร และทุกแพลตฟอร์มต้องปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ของไทย โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นอาจส่งผลให้จำนวนมิจฉาชีพ ที่เคยโทรศัพท์มารบกวนลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้
...
แม้ AI จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลหลังบ้านได้ดี แต่แพลตฟอร์มยังต้องการ "มนุษย์จริง" ในการมีปฏิสัมพันธ์หน้าบ้านเพื่อให้เกิดความเชื่อใจและการมีส่วนร่วมจากผู้บริโภค การเข้ามาของแพลตฟอร์ม จึงไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นเวทีที่รอให้คนไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์ เข้าไปหยิบฉวยโอกาสในระดับภูมิภาค