อธิบดีกรมอุทยานฯ แจงปม #saveทับลาน ยืนยันไม่มี “เฉือนป่า” เตรียมตั้งกรรมการกลางฯ คัดกรองสิทธิเข้ม ช่วยชาวบ้านดั้งเดิมที่อยู่ “ถูกต้อง” ให้ “ถูกกฎหมาย” ย้ำนายทุน-ผู้มีคดีความ หมดสิทธิแต่แรก 

จากกรณีที่คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีมติเห็นควรให้ทบทวนมติ ครม.ปี 2566 ในการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อจัดระเบียบและจำแนกพื้นที่ให้ชัดเจน โดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) เสนอให้มีการเพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน และ (2) พื้นที่เตรียมการขยายเขตอุทยานฯ

ในพื้นที่เสนอให้มีการเพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานฯ นั้น แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกันคือ

กลุ่ม 1 : พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ราว 5 หมื่นไร่ ส่งมอบให้ สปก. ดำเนินการ

กลุ่ม 2 : โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี ตามมติ ครม.ปี 2520 เนื้อที่ประมาณ 8 พันไร่ ส่งมอบให้ สปก. ดำเนินการ

กลุ่ม 3 : ที่โครงการเพื่อความมั่นคง คือ โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ (พมพ.) และ โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) ตามมติ ครม. วันที่ 28 กรกฎาคม 2535 เนื้อที่ประมาณ 8.75 หมื่นไร่ ส่งมอบให้ สปก. ดำเนินการ

กลุ่ม 4 : พื้นที่ราษฎรที่อยู่นอกเขต สปก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง เนื้อที่ 1.09 แสนไร่ พิสูจน์สิทธิตาม ม.64

กลุ่ม 5 : ที่ราชพัสดุ สนามฝึกซ้อมรบ เนื้อที่ 6 พันไร่

ขณะที่พื้นที่เตรียมการขยายเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน มีเนื้อที่ประมาณ 86,966.29 ไร่ 

...

จากมติดังกล่าวนำมาสู่ความเห็นที่หลากหลายในสังคม รวมถึงการออกมารณรงค์ต่อต้าน ผ่านแฮชแท็ก #saveทับลาน ด้วยความกังวลว่าจะกระทบต่อสัตว์ป่า และจะเป็นการเอื้อนายทุนรีสอร์ทหรือไม่ โดยมีคนดังร่วมรณรงค์จำนวนมาก อาทิ ทราย สก็อต, อิงฟ้า วราหะ เป็นต้น 

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ชี้แจงว่า กรณีนี้ต้องดูตามประวัติศาสตร์ ตามบริบทดั้งเดิมของพื้นที่ เพราะก่อนที่จะมีการประกาศพื้นที่อุทยานฯ ที่ดินกลุ่มที่มีการประกาศเพิกถอนล่าสุด มีโครงการของรัฐฯ เข้าไปจัดสรรเป็นที่ดินทำกินให้ราษฎร ฉะนั้นบุคคลเหล่านี้ที่ได้รับสิทธิจากรัฐฯ เขาสูญเสียสิทธิเหล่านี้มาโดยตลอด และควรต้องได้รับการช่วยเหลือ 

อย่างไรก็ดีในการช่วยเหลือ ไม่ได้หมายความว่า ที่ดินในกลุ่มเหล่านี้จะได้รับสิทธิทุกคน ต้องตรวจสอบว่าคนไหนมีคุณสมบัติ หากอยู่ในพื้นที่มาก่อนก็ควรได้รับการช่วยเหลือโดยล่าสุดได้มีการพูดคุยกันว่าต้องมีคณะกรรมการกลางร่วมฯ ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้ดูแลเพียงหน่วยงานเดียว โดยคณะกรรมการกลางฯ จะเข้ามาสอบสวนสิทธิ คัดกรองไม่ให้กลุ่มที่ไม่ถูกต้องเข้ามาครอบครองพื้นที่ได้ แต่จะให้เฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่มาแต่เดิม ไม่ว่าจะเป็น ที่ทับซ้อน สปก., พมพ. และ คจก. ที่เคยประกาศมาก่อนหน้า

“หากเราไม่แก้ปัญหาคนเหล่านี้จะถูกทอดทิ้ง ถ้าจะบอกว่าเฉือนป่า อันนี้ยิ่งไม่ใช่ เพราะมันไม่มีการเฉือนป่า แต่เราแก้ไขปัญหา จัดระเบียบชุมชนที่อยู่ในป่าหรือรอบๆ ป่า ด้วยการช่วยเหลือคนที่อยู่อย่างถูกต้อง และไม่ให้คนที่ไม่ถูกต้องเข้ามาปะปน อย่าไปตีขลุม เพราะไม่เช่นนั้นคนที่เดือดร้อนจะไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาเลย เป็นเรื่องที่อันตราย อย่าสื่อสารกันไปในทางที่ผิด”

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเฉือนป่า โดยป่ายังได้รับการดูแลเช่นเดิม และมีบางส่วนที่ถูกผนวกเข้าเป็นพื้นที่อุทยานเพิ่ม ขณะที่ชุมชนเหล่านี้จะได้รับสิทธิทำกินที่ถูกต้อง รวมถึงได้รับความช่วยเหลือจากรัฐฯ ทั้งการเยียวยา การเข้าไปจัดสรรโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เป็นการดึงคนที่ “อยู่อย่างถูกต้อง” มาให้ “ถูกกฎหมาย” ส่วนคนที่ไม่ถูกกฎหมาย มีคดีความค้างอยู่ จะไม่ได้รับการรับรองสิทธิหรือเข้าสู่กระบวนการคัดกรองสอบสวนสิทธิอยู่แล้ว

คณะกรรมการกลางฯ จะลงพื้นที่ไปสอบสวนสิทธิขณะเดียวกันก็จะบังคับใช้กฎหมายไปด้วย หากพบผู้ที่อยู่อาศัยโดยไม่มีคุณสมบัติก็จะถูกดำเนินคดี โดยในการสอบสวนสิทธินั้นจะดูจากหลักฐานต่างๆ เช่น ภาพถ่ายทางอากาศ ลักษณะของความเป็นอยู่ การสอบพยาน ซึ่งตรวจสอบได้ไม่ยากว่าใครอยู่ก่อนหรืออยู่หลัง และเมื่อสอบสวนเสร็จจะมีการประกาศต่อไป หากมีความผิดพลาดย่อมมีผู้ทักท้วงหรือโต้แย้งเข้ามา

...

“ตอนนี้กลุ่ม 4  ยังมีการพักเอาไว้ชั่วคราว ตอนนี้ที่มีประเด็นคือกลุ่ม 2 ที่หลายคนอยากจะให้พักการเพิกถอนอุทยานฯ ไว้ก่อนเช่นกัน แต่ในกลุ่ม 1, 3, 5 จะเพิกถอนเขตอุทยานฯ แน่นอนอยู่แล้ว เพราะมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาชัดเจน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่ม 1, 3, 5 เมื่อได้รับการเพิกถอนและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนสิทธิแล้วทุกคนจะได้ ต้องดูในคุณสมบัติอีก”

อธิบดีกรมอุทยานฯ ทิ้งท้ายว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ที่รัฐบาลพยายามทำมาโดยตลอดและจะเป็นมาตรฐานในการให้ความสำคัญและความเป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชน ย้ำว่าเป็นความตั้งใจจะช่วยเหลือประชาชนจริงๆ บนฐานของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจะไม่มีการนำพื้นที่ป่าไปทำให้เกิดความเสียหาย 

ในส่วนของ “พื้นที่กันชนป่า” ที่หลายคนมีความกังวล ยืนยันว่ามีอยู่แล้ว ชุมชนที่อยู่ติดป่าจะมีรูปแบบความระมัดระวังในการสร้างสิ่งปลูกสร้าง การใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม ส่วนหนึ่งเพราะชาวบ้านต้องระวังเรื่องของสัตว์ป่าที่จะออกมานอกพื้นที่ด้วย เช่น ช้างป่า

...

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้เลยว่าสิ่งที่เราทำนั้นมาถูกทางแล้ว ไม่เช่นนั้นจะแก้ไขปัญหาแบบนี้ทั่วประเทศไม่ได้เลย ถ้าไปแก้ที่อื่นแล้วมีการจุดกระแสอีกก็ไม่ต้องทำกัน ท้ายที่สุดเราก็จะทิ้งปัญหาไว้อยู่แบบนี้”

ขั้นตอนจากนี้จะเป็นการรอมติจากที่ประชุม กมธ.การที่ดิน ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ จากนั้นจะเอามติหรือข้อสังเกตต่างๆ เข้าสู่ที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และจะเสนอต่อไปที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อออกเป็นมติ ครม.ต่อไป