สมรภูมิที่เดือดทะลุปรอทที่สุดในเมืองไทย คงหนีไม่พ้น “ตลาดบุฟเฟต์ชาบู สุกี้ และหมูกระทะ” ที่มูลค่ารวมทะลุหมื่นล้านบาท ล่าสุดสมรภูมินี้กำลังระอุขึ้นอีกขั้น เมื่อพี่ใหญ่อย่าง สุกี้ตี๋น้อย ไม่ขออยู่แค่ในหม้อชาบู แต่ตัดสินใจกระโดดลงมากระทะร้อน ส่งแบรนด์น้องใหม่อย่าง “นายพรานหมูกระทะ” ออกมาท้าชนข้ามสายพันธุ์ ขณะที่คู่แข่งสายตรงอย่าง Lucky Suki ลักกี้ สุกี้ และดาวรุ่งพุ่งแรงที่กำลังสร้างกระแสอย่างBonus Suki โบนัส สุกี้ ก็กำลังเดินหน้าตัดหน้าเค้กกันอย่างดุเดือด
กลยุทธ์การตลาด ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละเจ้า และส่องเทรนด์ว่าผู้บริโภค ได้ประโยชน์อะไรจากสงครามราคาและบริการในครั้งนี้
สแกนกลยุทธ์ 4 ยักษ์ใหญ่ ใครมีหมัดเด็ดอะไร?
สุกี้ตี๋น้อย & นายพรานหมูกระทะ เจ้าตลาดผู้ไร้พ่ายกับการขยายอาณาจักร
กลยุทธ์การตลาด ตี๋น้อยใช้กลยุทธ์ Economy of Scale (การประหยัดต่อขนาด) ยิ่งสาขาเยอะ ยิ่งคุมต้นทุนได้ต่ำ และใช้โมเดล "โต้รุ่ง" เจาะกลุ่มคนนอนดึก ล่าสุดการส่ง “นายพรานหมูกระทะ” ลงสนาม คือการใช้ฐานแฟนคลับเดิมและระบบ Supply Chain (ห่วงโซ่อุปทาน) ที่แข็งแกร่งของตี๋น้อยมาลุยตลาดปิ้งย่าง ซึ่งเป็นตลาดที่คนไทยโหยหาไม่แพ้สุกี้
...
ข้อดี แบรนด์แข็งแกร่งมาก ระบบจัดการคิวและวัตถุดิบได้มาตรฐาน น้ำจิ้มรสชาติถูกปากคนไทย คุ้มค่าคุ้มราคา
ข้อเสีย คิวรอนานในบางสาขา และสำหรับ นายพรานหมูกระทะ ถือเป็นน้องใหม่ในตลาดปิ้งย่างที่ต้องพิสูจน์ตัวเองเรื่องรสชาติน้ำจิ้มหมูกระทะว่าจะสู้เจ้าถิ่นเดิมได้ไหม
Lucky Suki ลักกี้ สุกี้ ผู้ท้าชิงสายห้าง ที่เน้นความพรีเมียมในราคาเอื้อมถึง
กลยุทธ์การตลาด ลักกี้สุกี้เลือกปักหมุดในโลเคชันที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์และห้างสรรพสินค้า เดินเกมด้วยภาพลักษณ์ที่ดู Premium &สากล ขึ้นมาอีกระดับ โดดเด่นด้วยการนำเทคโนโลยีอย่างหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารมาใช้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ และเน้นของทานเล่น ที่หลากหลาย เช่น ของทอด ติ่มซำ เพื่อสร้างความต่าง
ข้อดี บรรยากาศร้านนั่งสบาย แอร์เย็นฉ่ำ ที่จอดรถสะดวก (เพราะอยู่ในห้าง) ของทานเล่นหลากหลายและอร่อย ของสดมีคุณภาพสม่ำเสมอ
ข้อเสีย ราคารวมน้ำและภาษีแล้วอาจจะสูงกว่าตี๋น้อยเล็กน้อยในบางโปรโมชัน และการขยายสาขายังไม่ครอบคลุมเท่าพี่ใหญ่
Bonus Suki โบนัส สุกี้ ดาวรุ่งสายแมส ที่ให้ "โบนัส" สมชื่อ
กลยุทธ์การตลาด โบนัสสุกี้ ขวัญใจสายคุ้มรายใหม่ มาด้วยกลยุทธ์ Value for Money ที่ดุดัน เน้นการอัดฉีดไลน์อาหารที่หลากหลายและให้ความรู้สึก "คุ้มค่าเกินราคา" เพื่อสร้างกระแส Word of Mouth (ปากต่อปาก) ในโลกโซเชียล มีการจัดโปรโมชันดึงดูดใจอย่างต่อเนื่องเพื่อแย่งชิงเค้กจากฐานลูกค้าที่ชอบความคุ้มค่า
ข้อดี เมนูหลากหลาย คุ้มค่าเงินที่จ่าย มีไอเทมพิเศษหมุนเวียนมาสร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าเรื่อยๆ
ข้อเสีย การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ในวงกว้างยังเป็นรองตี๋น้อยและลักกี้ ระบบการจัดการสาขาและการควบคุมมาตรฐานในระยะยาวยังต้องใช้เวลาพิสูจน์
...
ตารางเปรียบเทียบมวยถูกคู่
แบรนด์ | จุดเด่นด้านกลยุทธ์ | กลุ่มเป้าหมายหลัก | โลเคชันหลัก |
สุกี้ตี๋น้อย / นายพราน | Mass, โต้รุ่ง,ระบบจัดการทรงพลัง | คนรุ่นใหม่, วัยทำงาน, สายปาร์ตี้ดึก | Standalone, ปั๊มน้ำมันใหญ่ |
Lucky Suki | Premium-Mass,ของทานเล่นแน่น | ครอบครัว, คนเมือง, พนักงานออฟฟิศ | ห้างสรรพสินค้า,คอมมูนิตี้มอลล์ |
Bonus Suki | เน้นความคุ้มค่า,กระแสโซเชียล | นักเรียน นักศึกษา, สายกินจุ | ย่านชุมชน,มหาวิทยาลัย |
...
วิเคราะห์แนวโน้ม สมรภูมินี้ "ผู้บริโภค" ได้อะไร?
เมื่อยักษ์ชนยักษ์ และดาวรุ่งพร้อมบวก ผลประโยชน์ทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่ "ผู้บริโภค" อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเราจะได้เห็นปรากฏการณ์เหล่านี้
สงครามราคาที่จำกัด แต่สงคราม "ความคุ้มค่า" จะเดือดขึ้น ทุกเจ้าคงไม่ลดราคาลงไปต่ำกว่า 200 กว่าบาทเพราะต้นทุนค้ำคอ แต่สิ่งที่จะได้เห็นคือ "การเพิ่มไลน์อาหาร" แข่งกันอัปเกรดเนื้อวัว, ซีฟู้ด,หรือของทานเล่น ให้หรูหราขึ้นในราคาเท่าเดิม
หมูกระทะจะยกระดับเข้าสู่ระบบ "Standardization": การที่ "นายพรานหมูกระทะ" (จากค่ายตี๋น้อย) ลงมาเล่นตลาดนี้ จะทำให้ร้านหมูกระทะแบบดั้งเดิมต้องปรับตัว เรื่องความสะอาด ห้องแอร์ ระบบคิว และวัตถุดิบที่ได้มาตรฐาน ไม่อย่างนั้นจะสู้ระบบอุตสาหกรรมของเจ้าใหญ่ไม่ได้
...
ความสะดวกสบายและนวัตกรรม จะได้เห็นการกดคิวผ่านแอปพลิเคชันที่เสถียรขึ้น การสั่งอาหารผ่าน QR Code ที่เร็วขึ้น และหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารที่จะกลายเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของทุกร้าน
ตัวเลือกที่หลากหลายตามไลฟ์สไตล์
อยากกินดึก บรรยากาศคึกคัก ไป ตี๋น้อย / นายพราน
อยากเดินห้าง แอร์ฉ่ำ มีติ่งซำทานเล่น ไป Lucky Suki
อยากลองของใหม่ เน้นคุ้มกระเป๋าฉีก ไป Bonus Suki
การขยับตัวของ สุกี้ตี๋น้อย ไปสู่ นายพรานหมูกระทะ คือการส่งสัญญาณว่า "ขยายอาณาจักรเพื่อกินรวบตลาดปิ้งย่าง-ชาบู" แต่ก็ประมาท Lucky Suki ที่ได้เปรียบเรื่องทำเลในห้าง และ Bonus Suki ที่สดใหม่และพร้อมยืดหยุ่นไม่ได้เลย
ผู้ชนะในศึกนี้ ไม่ใช่คนที่ราคาถูกที่สุด แต่คือคนที่มี "Supply Chain แข็งแกร่งที่สุด" (ซื้อของได้ถูก ควบคุมคุณภาพได้นิ่ง) และ "บริหารจัดการคิวและบริการได้ประทับใจที่สุด" เพราะในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย ถ้าไปแล้วรอนานเกินไปหรือบริการแย่ ครั้งต่อไปพวกเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนร้านในทันที