เปิดสถิติการสำรวจสุขภาพ พบเด็กไทยมีภาวะอ้วน สาเหตุจากอาหารที่กิน หากไม่เร่งปรับพฤติกรรมหวั่นอันตรายระยะยาว

ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล และเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วประเทศ สะท้อนภาพรวมสถานการณ์เด็กไทยที่กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพและสังคมหลายมิติ หนึ่งในเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาด้านโภชนาการของเด็กไทย พบว่าในปัจจุบันเด็กไทยมีภาวะทุพโภชนาการเกิน (ภาวะอ้วน) และโภชนาการขาด (ภาวะขาดสารอาหาร) อยู่เป็นจำนวนมาก

จากสถิติระบุดังนี้

อายุ 1-5 ปี มีภาวะเริ่มอ้วน 8.1% และภาวะอ้วน 7.2%

อายุ 6-11 ปี  มีภาวะเริ่มอ้วน 5.7% และภาวะอ้วน 5.5%

อายุ 12-14 ปี  มีภาวะเริ่มอ้วน 8.7% และภาวะอ้วน 7.5%

รองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า จากผลสำรวจพบว่าเด็กไทยบริโภคอาหารแปรรูปและแปรรูปขั้นสูงที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs ได้แก่ อาหารที่มีไขมัน โซเดียม หรือแป้ง น้ำตาลสูง ในสัดส่วนที่สูง 

...




อาหารที่เด็กอายุ 2-14 ปี นิยมกินเป็นประจำ คือ

ขนมกรุบกรอบ เป็นสิ่งที่เด็กนิยมกินมากที่สุด โดยกินเป็นประจำทุกวันหรือเกือบทุกวัน สูงถึงเกือบ 40% และเป็นสัดส่วนอาหารที่สูงที่สุดใน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และกทม.

รองลงมา ได้แก่ นมที่มีรสหวาน น้ำอัดลม น้ำหวาน ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด นมเปรี้ยวชนิดดื่ม ไอศกรีม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลูกอม และช็อกโกแลต เป็นต้น โดยพฤติกรรมการกินในแต่ละภูมิภาคนั้นแตกต่างกันไป

ภาคอีสาน : มากกว่าครึ่ง กินขนมกรุบกรอบทุกวัน และ 1 ใน 3 ดื่มน้ำอัดลมทุกวัน

ภาคกลาง : 1 ใน 3 ดื่มน้ำอัดลมทุกวัน

ภาคใต้ : ดื่มนมรสจืดน้อยที่สุดในประเทศ มีเพียง 24.5% ที่ดื่มทุกวัน 

นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อเด็กโตขึ้น จะมีแนวโน้มในการดื่มนมลดลงโดยเด็กอายุ 2-5 ปี ดื่มนมทุกวัน 57.2% ในขณะที่เด็ก 12-14 ปี ดื่มนมทุกวันเพียง 22.8% 

พฤติกรรมการกิน สู่วิกฤตโรคอ้วน & NCDs

พฤติกรรมการกินนั้นสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ เช่น โรคอ้วน หรือ NCDs ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม โดยสถิติพบว่าความอ้วนมีการเพิ่มขึ้นตามวัย คือ เด็กเล็ก (1-5 ปี) มีความอ้วน11% แต่พอเข้าสู่วัยเรียน (6-14 ปี) พบว่าความอ้วนเพิ่มเป็น 27.4% ซึ่งเด็กอ้วนมีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง, ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง และเบาหวาน เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กปกติ

ดังนั้นการปูพื้นฐานโภชนาการที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก ย่อมง่ายและยั่งยืนกว่าการตามแก้ปัญหาสุขภาพในวันที่สายเกินไป