พม.เปิดสถิติคนไร้บ้าน “กทม.” ครองอันดับ 1 เกินครึ่งประเทศกว่า 1,000 คน เผยสาเหตุคนนอนข้างถนน- ความท้าทายแก้ปัญหา พร้อมเฝ้าระวังกลุ่มเปราะบาง 4 ล้านคน เสี่ยงหลุดจากบ้าน

ปัญหา “คนไร้บ้าน” ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการไม่มีที่อยู่อาศัย แต่เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนไปถึงโครงสร้างสังคมไทยที่เปราะบางในหลายด้าน ทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาความยากจนรุนแรง รอยร้าวในสถาบันครอบครัว ปัญหานี้จึงกลายเป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนต้องร่วมกันแก้ไขดูแล 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยถึงแนวทางการดูแลปัญหานี้ กับ นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 

เปิดสถิติคนไร้บ้านในไทย

ข้อมูลจากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่แจงนับประชากรคนไร้บ้านทุก ๆ 3 ปี หากย้อนดูสถิติตัวเลขตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นสัญญาณที่น่าสนใจ

...

ในปี 2562 ทั่วประเทศมีคนไร้บ้านอยู่ประมาณ 2,700 กว่าคน ก่อนจะพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดในปี 2564 ด้วยตัวเลขมากกว่า 3,000 คน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุดอย่างเห็นได้ชัด สืบเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 และในผลสำรวจล่าสุดปี 2566 ตัวเลขรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 2,499 คนโดยอยู่ในกรุงเทพมหานครมากกว่าครึ่ง คือมากกว่า 1,000 คน โดยการเก็บสถิตินี้ ใช้วิธีที่เรียกว่า One Night Count หรือ การนับแบบปูพรมวันเดียว เพื่อไม่ให้มีการนับจำนวนซ้ำซ้อน หากคนไร้บ้านย้ายจุด

พื้นที่ที่คนไร้บ้านมักไปรวมตัวอยู่นั้นต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่สามารถทำให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ได้ ทั้งการนอน การกิน บริการพื้นฐานต่างๆ โดยพื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่มีคนเหล่านี้ไปรวมตัวอยู่มากที่สุด คือ บริเวณโดยรอบของสนามหลวง เช่น คลองหลอด ตรอกสาเก รองลงมาเป็น สวนลุมพินี และสถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งบางพื้นที่ไม่สามารถหลับนอนภายในได้ เราจึงพบคนเหล่านี้นอนอยู่ข้างถนนต่าง ๆ เช่น ถนนราชดำเนินและโดยรอบของสวนสาธารณะ

เมื่อหันไปพิจารณาตามกฎหมาย พระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 จะพบว่าคำนิยามของ “คนไร้ที่พึ่ง” นั้นมีความหลากหลายและซับซ้อนกว่าที่คนทั่วไปคิด โดยหลัก ๆ แล้วสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่

กลุ่มแรกคือ “คนที่มีบ้าน...แต่บ้านไม่ใช่ที่พึ่ง” คนกลุ่มนี้เจอกับภาวะที่บ้านไม่สามารถเป็นหลักพิงให้ได้อีกต่อไป อาจเกิดจากสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตไปหมด หรือครอบครัวเดิมมีความเปราะบางมากจนไม่สามารถดูแลกันและกันได้ เมื่อ “บ้าน” ไม่ใช่คำตอบและไม่อาจมอบความมั่นคงให้ชีวิต พวกเขาจึงจำใจต้องก้าวออกจากประตูบ้านเพื่อมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ

กลุ่มที่สองคือ “คนไร้รากเหง้า” กลุ่มนี้คือคนที่ไม่เคยรู้จักคำว่าบ้านเลยตลอดชีวิต ส่วนใหญ่เติบโตมาจากครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนหรือพื้นที่สาธารณะตั้งแต่จำความได้ และเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมนั้นจนกลายเป็นคนไร้ที่พึ่งรุ่นถัดไป

ดังนั้นสภาพปัญหาของคนไร้ที่พึ่ง จึงมีทุกรูปแบบ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พวกเขามีทั้งคนที่มีสถานะทางสังคมเดิมที่ดี คนทั่วไป ตลอดจนคนที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาหรือไม่มีโอกาสในการเข้าถึงอาชีพการงาน

นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

"คนไร้บ้าน" บางส่วนมีบ้านแต่ไม่อยากอยู่?

“พื้นฐานทุกคนย่อมอยากอยู่ที่บ้านทั้งนั้น แต่บ้านเขาไม่อบอุ่นมากพอ ไม่มีภาวะที่จะทำให้คนๆหนึ่งสามารถอยู่ในบ้านตัวเองได้” นางสาวแรมรุ้งกล่าว

สาเหตุอื่น ๆ อาจมาจากทั้งเรื่อง ความยากจน การไม่มีอาชีพรองรับ ไม่มีรายได้หรือมีหนี้สินล้นตัว จนต้องตัดสินใจหนีมา “ตายเอาดาบหน้า” ในเมืองกรุง พร้อมกับถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เอาไว้ว่า ถ้าชีวิตยังไม่ดีขึ้น มีรายได้ไม่มากพอ ก็จะไม่ยอมหันหลังกลับบ้าน

...

อีกสาเหตุที่สำคัญคือเรื่องของ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้าน บางคนอาจมาจากครอบครัวที่มีฐานะ แต่ว่าที่บ้านขาดความอบอุ่น มีปัญหาและไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้ จึงแก้ปัญหาโดยการออกมาอยู่ข้างนอก ไปเจอเพื่อนใหม่ ไปหาสภาพแวดล้อมใหม่ เพราะคาดหวังว่าอาจจะทำให้มีความสุขมากขึ้น ทว่าความหวังนั้นกลับกลายเป็นความเสี่ยง เมื่อพวกเขาต้องมาเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ลง ทั้งวงจรยาเสพติด สุรา และกระบวนการอาชญากรรม ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งส่งเสริมไม่ให้พวกเขากลับบ้าน

ความเมตตา การให้ความช่วยเหลือ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ เนื่องจากการที่มีคนนำอาหาร เสื้อผ้าหรือปัจจัยในการดำรงชีวิตไปให้ เป็นการทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้แม้ต้องอยู่ในพื้นที่สาธารณะ

กลุ่มที่สุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นคนไร้บ้าน

กลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดมาเป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่ โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูล MSO Logbook ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่เฝ้าระวังกลุ่มเปราะบางกว่า 1 ล้านครอบครัว (หรือประมาณ 4 ล้านคน) ทั่วประเทศ คือ

...

ลูกหลานของคนไร้บ้าน : เด็กที่เติบโตมาในพื้นที่สาธารณะตามพ่อแม่ หรือมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ในพื้นที่สาธารณะ เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มและสุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นคนไร้ที่พึ่งแบบสมบูรณ์แบบถาวรในอนาคต หากทางภาครัฐไม่รีบเข้าไปดูแล

ครอบครัวที่ไร้ที่พึ่งพิง : ครอบครัวในชุมชนที่มีสภาวะสมาชิกในบ้านพึ่งพากันไม่ได้ เช่น มีผู้สูงอายุนอนติดเตียง มีคนพิการ และขาดคนดูแล ขาดรายได้ ขาดอาชีพ หากไม่ยื่นมือเข้าช่วยสนับสนุนเบี้ยยังชีพหรือหาอาชีพให้ คนกลุ่มนี้อาจหลุดออกมาเป็นคนไร้บ้าน

ทั้งนี้การทำงานเชิงป้องกันกับกลุ่มคนเหล่านี้ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะกลุ่ม “คนไร้ที่พึ่งหน้าใหม่” ที่เพิ่งหลุดออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านไม่เกิน 2 ปี หากรีบเข้าไปทำความรู้จัก รีบพากลับและสร้างคุณภาพชีวิตใหม่ จะทำได้ง่ายกว่าปล่อยให้ฝังรากลึกในพื้นที่สาธารณะ

แนวทางทำงานแก้ปัญหา

แรมรุ้ง เปิดเผยว่า วิธีการทำงานกับคนไร้ที่พึ่งจำเป็นต้องอาศัยทีมนักสังคมสงเคราะห์และนักพัฒนาสังคมที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจเข้าไปพูดคุย ทำความเข้าใจ และสร้างความคุ้นเคยจนได้รับความไว้วางใจ เพื่อค้นหาถึงต้นตอของปัญหา ความต้องการที่แท้จริง และนำไปสู่การเสนอสวัสดิการรวมถึงแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน เพื่อให้พวกเขาสามารถลุกขึ้นยืนและกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีอีกครั้ง

...

1.ทางกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการต้องทำการลงพื้นที่ แต่ไม่ใช่การนำอาหารไปให้เพียงอย่างเดียว ต้องมีการตรวจสอบเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ เช่น บัตรประชาชน หากบัตรหายก็ต้องดำเนินการพาไปทำ เพื่อตรวจสอบรากเหง้า ที่มาของคนไร้บ้านและนำไปสู่การหาแนวทางการแก้ไขต่อไปในอนาคต

2.มีหน่วยงาน สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งกับศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนไร้บ้านได้เข้ามาพักพิง โดยดูแลในเรื่องของอาหาร สถานที่ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม การบริการสุขภาพต่างๆ สิทธิและสวัสดิการต่างๆ รวมไปถึงการฝึกอาชีพ ฟื้นฟู สนับสนุนให้เขาสามารถที่จะออกไปสู่สังคมได้

อย่าง กรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็ได้ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม เปิด บ้านอิ่มใจ เพื่อดูแลฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้าน โดยบ้านหลังนี้มีไว้สำหรับคนที่อาจยังไม่พร้อมที่จะอยู่บ้าน แต่พร้อมที่จะเข้ามาอาบน้ำ มากินอาหาร ใช้บริการต่างๆ

มีการฝึกอาชีพตามความถนัด เช่น การเกษตร การทำอาหาร งานศิลปะ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง รวมถึงจับมือภาคเอกชนส่งเสริมการจ้างงาน ให้บางส่วนสามารถออกไปทำงานข้างนอก และกลับมานอนที่ศูนย์ฯ ในตอนเย็น เพื่อเตรียมพร้อมเช่าที่อยู่อาศัยของตัวเองต่อไปในอนาคต

“การกลับไปสู่สังคม ไม่ได้หมายถึงทุกคนจะย้อนกลับไปที่บ้านตัวเอง แต่อย่างน้อยเขาสามารถไปอยู่กับนายจ้างในสถานประกอบการ อยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆ อยู่ร่วมกันกับสังคมได้ มีบ้านอยู่ มีเงินที่จะสามารถเช่าที่อยู่อาศัยที่มันปลอดภัย ประกอบอาชีพได้”

นางสาวแรมรุ้ง เปิดเผยถึงขั้นตอนที่ท้าทายที่สุด ในการทำงานกับคนไร้ที่พึ่ง คือการทำความเข้าใจในตัวพวกเขาและทำให้พวกเขาเปิดใจ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงตนเอง

“กว่าที่คนๆหนึ่งจะออกจากบ้านของตัวเองมา เขาต้องผ่านประสบการณ์อะไรที่มันถึงที่สุด เรื่องของความรักไม่ต้องพูดถึง เรื่องความอบอุ่นไม่ต้องพูดถึง เรื่องของการสัมพันธภาพไม่ต้องพูดถึง มันแทบจะขาสะบั้นหมดแล้วเขาถึงได้ออกมา”

นางสาวแรมรุ้ง กล่าวต่อว่า การช่วยเหลือคนไร้บ้านไม่ได้ประสบความสำเร็จทันทีทุกราย มีหลายรายที่สุดท้ายก็กลับไปเป็นคนไร้บ้านเช่นเดิม ซึ่งก็ต้องได้รับการช่วยเหลือต่อไป แต่เปอร์เซ็นต์ที่คนที่เข้ามาอยู่ในสถานคุ้มครองแล้วจะกลับออกไปอยู่บนท้องถนนนั้นถือว่า “น้อยมาก” เพราะระบบไม่ได้เน้นการกักขังแบบปิด แต่ให้อิสระร่วมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้หากส่งตัวกลับบ้านไปแล้ว ต้องมั่นใจว่าเขาสามารถอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวได้จริง เจ้าหน้าที่จึงต้องลงพื้นที่เยี่ยมบ้านอย่างต่อเนื่องหลังการส่งตัวกลับ

สำหรับนิยามของคำว่า “Happy Ending” ในการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านนั้น อธิบดีกรมพัฒนาสังคมฯ นิยามแบ่งออกเป็น 4 ระดับ

ความสำเร็จเบื้องต้น คือ การที่คนไร้บ้านยอมเปิดใจคุย เล่าปัญหาและความต้องการที่แท้จริงให้ฟัง และมองว่าเจ้าหน้าที่คือคนแรกๆ ที่เขานึกถึงเมื่อมีปัญหา

ความสำเร็จที่สอง คือ การที่พวกคนไร้บ้าน เข้ามาอยู่ในศูนย์ฯ แล้วรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตน มีศักดิ์ศรี มีความฝันในชีวิต และสามารถเลือกอาชีพตามสิ่งที่สนใจได้

ความสำเร็จที่สาม คือ เรื่องของความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ในเรื่องสิทธิสวัสดิการต่างๆ และเรื่องของการประกอบอาชีพ

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด คือ การมีโอกาสในสังคม สามารถประกอบอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิตตนเองและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง

“มนุษย์แต่ละคนเกิดมา ไม่มีใครอยากเป็นโจร ไม่มีใครไม่อยากอาบน้ำ ไม่มีใครอยากมีปัญหาสุขภาพจิต ติดยาเสพติดหรืออะไรก็ตาม ทุกคนเกิดมาใฝ่ดีหมด แต่ว่าเขาไม่มีโอกาส” แรมรุ้งฝากถึงคนในสังคมเกี่ยวกับประเด็นเรื่องคนไร้บ้าน

ดังนั้นเมื่อพบเห็นคนไร้บ้าน อย่าเพิ่งตั้งแง่รังเกียจหรือกล่าวโทษหน่วยงานรัฐว่าทำไมไม่มาจับไป แต่ให้มองเขาด้วยทัศนคติความเป็นมนุษย์ หากพบเห็นผู้เปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรแจ้ง สายด่วน 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม ฟรี 24 ชั่วโมง หรือสายด่วนสาธารณสุขในกรณีมีอาการป่วย