เครือข่ายอนุรักษ์เขาใหญ่ ค้านโครงการปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติ หวั่นทำลายสิ่งแวดล้อมกระทบการท่องเที่ยว

ตามที่ได้มีการสำรวจและออกแบบโครงการพัฒนาพื้นที่ตำบลหมูสี โดยจะมีการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งปัจจุบันสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ได้ว่าจ้างบริษัทผู้ทำการก่อสร้างเป็นเวลา 660 วัน


ทางเครือข่ายมีความกังวล เนื่องจากรูปแบบในการก่อสร้างไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่น้ำผุดธรรมชาติ บ้านท่าช้าง โดยเฉพาะประเด็นตาน้ำผุด ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของตัวตะกอง ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครอง

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา ได้ให้ข้อมูลว่า การคัดค้านการปรับปรุงบ่อน้ำผุดธรรมชาติ ในพื้นที่เขาใหญ่ ที่จริงแล้วเหมือนเราก็เคยได้ยินเรื่องนี้มา แต่ว่าตอนที่เขามีการนัดประชุมกับชาวบ้านเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เราไม่ได้ทราบเรื่อง ซึ่งไม่ใช่เป็นการนัดประชุมในวาระของการชี้แจงเกี่ยวกับการก่อสร้าง แต่มันเป็นการนัดประชุมเหมือนประชุมหมู่บ้าน

...

โครงการปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติ ไม่ได้มีการนำแบบมาให้ชาวบ้านดูก่อน แต่เรามาเห็นในช่วงก่อนที่จะก่อสร้าง ซึ่งดูแบบแล้วคาดว่าใช้คอนกรีตจำนวนมาก แต่มีการศึกษาหรือยังว่ามันจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ต้องตัดต้นไม้กี่ต้น

แล้วการต้องปิดน้ำผุดถึงเกือบสองปี เขาได้คำนึงถึงผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจสังคมไหม ก็เลยเป็นที่มาที่ทำให้เกิดการออกจดหมายเรียกร้อง และเพื่อขอให้มีการลงรายชื่อคัดค้าน


เรายืนยันว่า ไม่ได้ค้านอย่างไร้เหตุผล แต่เราแค่บอกว่า ต้องมีการทบทวน แต่ไม่ใช่ปรับปรุงไม่ได้เลย เราก็อยากเห็นการพัฒนา เพราะว่าที่จริงแล้วน้ำผุด ก็เป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญ ต้องเรียนให้ทราบอย่างนี้ว่าในปีหนึ่งๆ คนมาเที่ยวเขาใหญ่จำนวนมาก ซึ่งจุดนี้ก็เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวด้านนอกอุทยาน ที่มีคนเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก

ในการปรับปรุงเราไม่รู้ว่าปริมาณคอนกรีตที่มันจะไหลลงไปตอนก่อสร้างจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ถ้าคุณไม่มีกระบวนการจัดการที่ดี มันอาจจะไหลลงไปอุดตาน้ำผุดไหม ซึ่งถ้ามันเป็นจริงก็จะส่งผลต่อระบบนิเวศ

โดยตอนนี้มีคนร่วมลงชื่อคัดค้านแล้วประมาณ 500 คน คือคนที่ห่วงใย คนที่ยังอยู่ในพื้นที่เอง คนที่ได้รับประโยชน์ก็คือทำมาหากิน แม้แต่เรา คือถ้ามองในแง่อย่างสมาคมการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการเรา เขาก็ห่วงใย

จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คิดทบทวนและหันมาทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ก่อน