สถานการณ์โควิด 19 ล่าสุดในไทยพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น เผยสายพันธุ์ NB.1.8.1 ครองพื้นที่หลักกว่า 50% กรมควบคุมโรคยันยังไม่พบหลักฐานความรุนแรงเพิ่ม แต่กำชับกลุ่มเสี่ยง 608 และเด็กเล็กต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยสายพันธุ์โรคโควิด 19 ในช่วงปีที่ผ่านมา คือสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธ์หลัก แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดการกระจายของโรคอย่างรวดเร็วหรือโรครุนแรงมากขึ้น สถานการณ์โรคโควิด 19 ในประเทศไทย พบแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต และไม่พบเหตุการณ์การระบาดเป็นกลุ่มก้อน พร้อมเน้นย้ำประชาชนเฝ้าระวังสังเกตอาการตนเอง และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเด็กเล็ก และกลุ่มเสี่ยง 608 หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหมู่มากหรือแออัด ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และล้างมือบ่อย ๆ หากมีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์
วันนี้ (24 พฤษภาคม 2569) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงข้อมูลจาก Communicable Diseases Agency Singapore ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 กล่าวถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด 19 โดยระบุว่า ระหว่างวันที่ 10 – 16 พฤษภาคม 2569 พบผู้ติดเชื้อ 12,700 ราย เพิ่มจากสัปดาห์ก่อนที่พบประมาณ 8,000 ราย ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยต่อวันเพิ่มจาก 56 ราย เป็น 73 ราย ผู้ป่วย ICU เฉลี่ยประมาณ 1 รายต่อวัน โดยสายพันธุ์ที่ระบาดสายพันธุ์หลักคือ NB.1.8.1 พบมากกว่าครึ่งของผู้ป่วยที่ตรวจพบในประเทศ สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ปี 2569 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค (DDS) ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 สะสม 3,642 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 30 – 35 ปี รองลงมาเป็น 60 ปีขึ้นไป และอายุ 20 – 29 ปี ตามลำดับ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแต่ยังคงต่ำกว่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง
...
สำหรับสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 – 23 เมษายน 2569 พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทย คิดเป็น 50.95% จากตัวอย่างที่ตรวจพบ JN.1 (24.97%), XEC (9.14%)
“ปี 2568 พบว่า จำนวนผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มสูงในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในช่วงเวลาเดียวกัน สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น”
นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ในประเทศไทยโรคโควิด 19 เป็นโรคประจำถิ่นหรือโรคติดต่อตามฤดูกาล แม้ว่าความรุนแรงของโรค และแนวโน้มการแพร่ระบาดลดลง แต่ยังต้องรักษามาตรการที่สำคัญ เน้นมาตรการทางสังคมที่สมดุลกับชีวิตวิถีใหม่ เน้นย้ำการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด 19 อย่างเคร่งครัด โดยเน้นรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ดังนี้ 1. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังสัมผัสบริเวณที่มีการสัมผัสร่วมกันจำนวนมาก เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได เป็นต้น 2. เมื่อไอ/จามต้องปิดปากปิดจมูกด้วยผ้าหรือทิชชู ทุกครั้ง
3.หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหมู่มากหรือแออัด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้มีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งหากป่วยอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ 5. หากมีอาการสงสัยป่วย เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก ควรตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วย ATK และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพื่อไม่เป็นการนำเชื้อกลับไปติดกลุ่มเสี่ยงที่บ้าน หากผลเป็นบวกให้รีบไปพบแพทย์ ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
เทียบอาการโควิด สายพันธุ์ NB.1.8.1
จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคและข้อมูลระบาดวิทยาในระดับสากล สายพันธุ์ NB.1.8.1 (หรือชื่อเล่นที่ใช้ในบางประเทศว่า "Nimbus") มีลักษณะอาการที่ใกล้เคียงกับสายพันธุ์โอมิครอนเดิม แต่มีจุดเด่นและข้อแตกต่างที่ควรสังเกตดังนี้
1. อาการที่โดดเด่น "เจ็บคอเหมือนมีดบาด"
...
แม้จะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่ข้อมูลผู้ป่วยส่วนใหญ่ระบุถึงอาการเฉพาะตัวที่เด่นชัดกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า คือ
เจ็บคอรุนแรง (Severe Sore Throat) มักเจ็บแบบแหลม ๆ หรือรู้สึกเหมือนมีของมีคมบาดในลำคอ โดยเฉพาะเวลาพับหรือกลืนน้ำลาย (พบมากกว่า 70% ของผู้ติดเชื้อ)
อาการทางเดินหายใจส่วนบน มีน้ำมูก คัดจมูก และไอแห้งเป็นหลัก
ความอ่อนเพลีย มีอาการเพลียและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่อาจไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์เดลตา
2. สิ่งที่แตกต่างจากสายพันธุ์เดิม (Delta/Omicron รุ่นแรก)
ลักษณะ | สายพันธุ์เดิม (เดลตา/โอมิครอนแรก) | สายพันธุ์ NB.1.8.1 (ปัจจุบัน) |
การรับรส/กลิ่น | มักจะสูญเสียการรับรสหรือกลิ่นชัดเจน | พบน้อยมาก (ต่ำกว่า 1%) |
ความเร็วในการแพร่ | แพร่กระจายเร็ว | แพร่เร็วขึ้นกว่าเดิม 1.5 - 2.5 เท่า เนื่องจากกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม |
การหลบภูมิคุ้มกัน | ภูมิจากวัคซีนเดิมยังป้องกันได้ดี | หลบภูมิได้เก่งขึ้น ทั้งภูมิจากวัคซีนและจากการเคยติดเชื้อมาก่อน |
ความรุนแรงของปอด | มักมีอาการปอดอักเสบ (เดลตา) | ความรุนแรงต่ำ ส่วนใหญ่จำกัดอยู่ที่ทางเดินหายใจส่วนบน |
...
3. ทำไมถึงต้องเฝ้าระวัง?
แม้ความรุนแรงจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ "ความสามารถในการแพร่กระจาย" และ "ระยะฟักตัว" ที่สั้นลง ทำให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ:
กลุ่มเสี่ยง 608 และเด็กเล็ก: แม้เชื้อจะไม่แรงสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เชื้อที่แพร่ง่ายอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้
อาการ Long COVID แม้อาการตอนติดจะน้อย แต่ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Long COVID ได้หากมีการติดเชื้อซ้ำบ่อยครั้ง