เช็กพื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วม 20 – 22 พ.ค.นี้ จังหวัดไหนเฝ้าระวังเป็นพิเศษ "ผอ.สนช." เปิดเกณฑ์ปริมาณน้ำฝน เท่าไหร่เสี่ยงดินโคลนถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน
จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก ในหลายพื้นที่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ส่งผลให้มีผู้ประสบภัยในพื้นที่ 4 ตำบล 13 หมู่บ้าน
ล่าสุดนายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ได้สั่งการให้นายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าช่วยเหลือประชาชนและเร่งสำรวจความเสียหายอย่างเร่งด่วน พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้เตรียมพร้อมรับมือและเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อไป
ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดเพชรบูรณ์ล่าสุด สะท้อนว่า ประเทศไทยต้องเตรียมรับมืออุทกภัย น้ำป่าไหลหลากที่กำลังจะเกิดขึ้นในฤดูฝนนี้ ซึ่งในปีนี้มีพื้นที่หรือจังหวัดใดเป็นจุดเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ สอบถามประเด็นนี้ กับ นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 20 – 22 พฤษภาคม 2569 นี้ ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากพายุฤดูฝน และลมมรสุมจากทะเลอันดามัน ซึ่งจะมีจังหวัดที่กระทบดังนี้
...
- ภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่
- ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เลย หนองคาย อุบลราชธานี อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร
- พื้นที่เฝ้าระวังการระบายน้ำไม่ทัน ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตาก
ในพื้นที่กล่าวไปข้างต้น คาดการณ์ว่าอาจเกิดฝนตกสะสมเป็นเวลา 3 วัน โดยมีปริมาณน้ำมากกว่า 200 มล. แต่เป็นเพียงการคาดการณ์ ต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไป
“เป็นลักษณะของการเริ่มต้นฤดูฝน จะเป็นน้ำหลากในพื้นที่ฝั่งเขา พื้นที่ลาดชัน ทำให้การระบายน้ำไม่ทัน ซึ่งเป็นน้ำหลากทั่วไป ไม่กี่ชั่วโมงก็เข้าสู่สภาวะปกติ” นายฐนโรจน์กล่าว พร้อมยังบอกอีกว่าปริมาณน้ำเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่หรืออ่างเก็บน้ำล้นได้
สำหรับพื้นที่ กทม.จะได้รับอิทธิพลหรือไม่นั้น นายฐนโรจน์ คาดว่า จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ไม่ตกต่อเนื่อง อาจมีในส่วนของน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ บางเขต โดยส่วนนี้จะเป็นเรื่องของระบบสูบระบายน้ำ โดยหลังจากวันที่ 22 พ.ค.คาดว่าปริมาณฝนและลมจะเบาลง
ซึ่งในช่วงของฤดูฝนจะเริ่มมีฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน ต่อมาในช่วงเดือนตุลาคม ภาคกลางต้องติดตามในเรื่องปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังน้ำท่วม ถ้าหากฝนตกต่อเนื่องอาจจะระบายได้ไม่ทัน
ฝนตกแค่ไหน น้ำถึงจะท่วม?
นายฐนโรจน์ กล่าวว่า ในการศึกษาเกี่ยวกับปริมาณน้ำฝนพบว่า ในภาคเหนือหากฝนตกปริมาณอย่างน้อย 150 มล. เป็นระยะเวลา 12 ชั่วโมงติดต่อกัน มีโอกาสเสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ส่วนภาคใต้หากฝนตกปริมาณ 175 มล. เป็นระยะเวลานาน ก็เสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม ดังนั้นจึงต้องติดตามปริมาณน้ำฝนให้ตกอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
ปัจจุบันใช้ผลคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ เพื่อสังเกตปริมาณและดูข้อมูลในเชิงศักยภาพของดินโคลนถล่มจากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณีในการประเมินคาดการณ์หาพื้นที่เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมปีนี้จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและ NOAA ของสหรัฐอเมริกานั้น มีอิทธิพลของเอลนีโญค่อนข้างรุนแรง ส่งผลให้ปริมาณฝนในประเทศไทย น้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยอยู่ในเกณฑ์ 30 % ซึ่งคาดการณ์ว่าฝนปีนี้จะน้อยกว่าค่าปกติไปจนถึงกลางปีหน้า
ในส่วนของเรื่องของสภาวะอุณหภูมิน้ำทะเลจะเคลื่อนตัวออกไกลจากประเทศไทย ส่งผลถึงปริมาณฝนและพายุที่จะเข้ามาในประเทศไทย จึงต้องติดตามดูสภาวะความเสี่ยง โอกาสที่จะเกิดพายุกลางทะเลก็จะมีพอสมควร
...
เอลนีโญส่งผลต่อไทยอย่างไร?
นายฐนโรจน์ ชี้ว่า เอลนีโญจะส่งผลต่อประเทศไทยในเรื่องของอุณหภูมิ สภาพอากาศร้อนจะส่งผลต่อแรงกดอากาศที่พัดมาจากประเทศจีนซึ่งเป็นอากาศเย็น เมื่อพัดมาชนกับลมทะเลที่มาจากฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ทะเลอันดามัน ส่งผลให้ในบางจุดมีฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนมากในห้วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งจะอาจส่งผลต่อน้ำป่าไหลหลาก
พื้นที่ที่ไม่สามารถระบายน้ำได้เร็ว อาจเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม น้ำหลาก น้ำขังรอการระบาย แต่เป็นเพียงในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ส่วนพื้นที่ราบภาคกลางที่ไม่ใช่พื้นที่เขาหรือใน กทม.ฝนจะตกกระจายแต่ไม่รุนแรงเท่าบริเวณภูเขา
แม้มีการคาดการณ์ว่าปริมาณฝนในประเทศไทย น้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ แต่จากข้อมูลปัจจุบันเริ่มมีน้ำไหลเข้าเขื่อนในปริมาณมาก เช่น เขื่อนรัชชประภามีน้ำไหลมา 30 กว่าล้านลบซม. เขื่อนวชิราลงกรณ์ 25 ล้าน เป็นสัญญาณที่ดีว่าปริมาณน้ำในช่วงของต้นฤดูฝนจะเก็บกักไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูแล้ง แต่เนื่องจากคาดการณ์ว่าในช่วงปีหน้าประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลของเอลนีโญต่อเนื่องจึงต้องพยายามบริหารจัดการในเรื่องของปริมาณน้ำ
นายฐนโรจน์ ฝากทิ้งท้ายถึงประชาชน เตือนรับมือว่าในปีนี้แนวโน้มฝนตกน้อย น้ำแล้ง ในส่วนของความแปรปรวนสภาพอากาศต้องเฝ้าดูไปในเชิงพื้นที่ ไม่สามารถไว้ใจในสภาพอากาศได้ ขอให้เฝ้าติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวัง พื้นที่ไหนที่ฝนไม่เคยตกก็อย่าวางใจจะไม่เกิดน้ำท่วม