ย้อนเส้นทางและทำความรู้จัก “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” จากความบังเอิญ สู่ไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ ชนิดที่ 14 ของไทย ไดโนเสาร์กินพืชคอยาว ขนาดยาว 27 เมตร หนัก 26 ตัน ใหญ่สุดที่เคยพบในอาเซียน 

เมื่อประเทศไทยประกาศข่าวดี “ไดโนเสาร์” สายพันธุ์ใหม่ชนิดที่ 14 ชื่อว่า “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินพืชคอยาว “ซอโรพอด” ขนาดยาว 27 เมตร หนัก 26 ตัน ใหญ่ที่สุดที่เคยพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” ตั้งตามคำว่า “นาคา” ซึ่งแปลว่าพญานาค ตามความเชื่อของคนไทย และคำว่า “ไททัน” ที่แปลว่ายักษ์ ผสมกับแหล่งที่พบคือจังหวัดชัยภูมิ โดยมีอายุ 100-115 ล้านปี จากยุคครีเทเชียสตอนต้น

จากความบังเอิญ สู่ ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่

นายปรีชา สายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ในฐานะโฆษกกรมฯ เปิดเผยกับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า การค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อปี 2559 โดยคุณลุงถนอม หลวงนันท์ ชาวบ้านในพื้นที่บ้านพนังเสื่อ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ที่ได้เข้าไปหาปลาที่ริมสระน้ำสาธารณประโยชน์ของเทศบาล และสะดุดเข้ากับก้อนหินที่มีรูปร่างชิ้นส่วนคล้ายโครงกระดูกของสัตว์ใหญ่ จึงเกิดความสงสัยว่าจะเป็นกระดูกไดโนเสาร์ และหาช่องทางติดต่อทางหน่วยงานรับทราบ

...

ซึ่งตาม พ.ร.บ. คุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 กำหนดไว้ว่าหากมีผู้แจ้งพบสิ่งที่เชื่อว่าได้เป็นซากดึกดำบรรพ์ ทางกรมฯ ต้องเข้าไปตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน ซึ่งเมื่อไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นกระดูกไดโนเสาร์จริงและกลายเป็นข่าวดังในช่วงนั้น ซึ่งสืบทราบว่าที่พบกระดูกริมสระน้ำ เนื่องจากเมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่มีการขุดสระน้ำ รถขุดแบคโฮขุดกระดูกขึ้นมาโดยบังเอิญและถูกฝังกลบรวมกับกองดินบริเวณริมสระน้ำ และไม่มีใครสังเกตมาก่อนจนกระทั่งคุณลุงถนอมมาพบ

จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเก็บกู้กระดูก โดยประกาศเป็นเขตสำรวจและศึกษาวิจัย ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ นักวิจัยต่างๆ เข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งต้องมีการใช้วิธีการทางการศึกษาวิจัย การสกัดตัวหินออกจากกระดูก ซึ่งหลายชิ้นมีขนาดใหญ่มากจนไม่สามารถขุดขนย้ายมาตรวจสอบได้ จึงต้องสร้างห้องปฏิบัติการชั่วคราวในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากห้างร้านในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ

กระดูกที่โดดเด่นคือ กระดูกขาหลังท่อนบน ที่มีความยาวกว่า 200 ซม. และ กระดูกขาหน้าขวาท่อนบน ที่มีความยาว 178 ซม. ขณะที่กระดูกชิ้นอื่นๆ ก็มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน โดยในการเก็บกู้ 3 ปี พบกระดูกรวมกว่า 20 ชิ้น อาทิ กระดูกเชิงกราน, กระดูกขาหลังท่อนบน, กระดูกซี่โครง ซึ่งจากขนาดกระดูกเหล่านี้เองที่ใช้เป็นข้อมูลในการประเมินขนาดจริงของไดโนเสาร์

“พบรวมกันประมาณ 20 ชิ้น สำหรับส่วนอื่นๆ ที่หาไม่พบ อาจจะไหลไปตามน้ำ ถูกน้ำกัดเซาะ หรือย่อยสลายไปได้บางส่วน โดยส่วนที่หลงเหลืออยู่จะเป็นส่วนที่แข็ง”

จากนั้นจึงเอากระดูกเหล่านี้มาเทียบเคียงกับฐานข้อมูลว่าเป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์ใด โดยในตอนแรกมีการสงสัยว่าอาจเป็นสายพันธุ์เดียวกับไดโนเสาร์คอยาวที่พบในประเทศจีนหรืออาร์เจนตินา

“คาดการณ์ไว้ครั้งแรกว่าอาจเป็นสายพันธุ์เดียวกันไดโนเสาร์คอยาวที่ประเทศจีนหรือที่อาร์เจนตินา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ไทยต้องใช้ชื่อตามตัวที่ค้นพบไปแล้วก่อนหน้านี้ เช่น อาจต้องเรียกว่า อาร์เจนติโนซอรัส ณ จังหวัดชัยภูมิแทน แต่ทีมศึกษาวิจัยของเราไปเทียบเคียงแล้วพบว่าไม่เหมือนตัวไหนเลย”

เมื่อเทียบเคียงแล้วพบว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ ทีมวิจัยจะเขียนรายงานวิจัยและส่งไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ซึ่งจะมีการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ส่งมาปรับแก้ตามข้อเสนอจนผ่าน รายงานมีความเรียบร้อยสมบูรณ์ได้รับการตีพิมพ์ และนำมาสู่การประกาศสายพันธุ์ใหม่ในครั้งนี้

ขั้นตอนหลังจากนี้ จะเป็นการนำซากดึกดำบรรพ์ไปขึ้นทะเบียน และประกาศให้เป็นสมบัติของชาติต่อไป โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการต่อยอดเรื่องการจัดแสดงในเชิงพื้นที่

...

นายปรีชา สายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
นายปรีชา สายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี

เราขุดหาไดโนเสาร์ไปทำไม?

ประเทศไทย พบกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกเมื่อปี พ.ศ.2519 ที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น คือ “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่” ไดโนเสาร์กินพืชคอยาว “ซอโรพอด” จากนั้นก็มีการทยอยค้นพบซากไดโนเสาร์ และซากดึกดำบรรพ์อีกหลายชนิด มีการประกาศสายพันธุ์ไดโนเสาร์ที่พบเป็นแห่งแรกต่อเนื่องจนมาถึงสายพันธุ์ที่ 14 ซึ่งการศึกษาด้านบรรพชีวินวิทยาจะช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ของโลก

“นึกถึงจิ๊กซอว์ เดิมทีแผ่นเปลือกโลกของเรา คือมหาทวีปแพนเจีย ทุกทวีปเคยอยู่ด้วยกันหมดดูง่ายๆ คือทวีปแอฟริกากับอเมริกาใต้ จะสามารถต่อบรรจบกันได้ลงล็อก ซึ่งซากดึกดำบรรพ์เหล่านี้จะช่วยบ่งบอกว่ามันเป็นแผ่นดินเดียวกันมาก่อนหรือไม่ เพราะในปัจจุบันนี้แผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่ มีเรื่องความร้อน แรงดัน มีการมุด การชนของแผ่นเปลือกโลกต่างๆ ทำให้แยกจากกัน อย่างประเทศไทยตอนนี้ที่ภาคอีสานมีลักษณะเป็นที่ราบสูง ก็เกิดจากการที่แผ่นดินมาชนกันที่บริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์” 

...

นอกจากนี้การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ต่างๆ ยังสามารถต่อยอด และยกระดับประเทศไทยในด้านต่างๆ ประการแรกคือด้านการท่องเที่ยว เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ ดึงดูดให้คนเข้ามาเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน และอาจยกระดับไปสู่การประกาศให้เป็น “อุทยานธรณีโลกของยูเนสโก” ที่รับรองให้เป็นแหล่งธรณีวิทยาที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ เหมือนอย่างที่ จ.สตูล และ จ.นครราชสีมา

ประการที่สอง คือกลายเป็นองค์ความรู้ให้กับนักวิชาการทั่วโลก โดยเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมบรรพชีวินวิทยานานาชาติ ครั้งที่ 6 มีการนำคณะประชุมไปดูซากต่างๆ และกำลังจะเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ระดับภูมิภาคอีกครั้ง คืองานประชุมวิชาการด้านบรรพชีวินวิทยาระดับภูมิภาคเอเชีย (APC) ครั้งที่ 3 ในปี 2570 ที่จะถึงนี้

“เวทีระดับโลก ระดับเอเชียก็มาที่บ้านเราเยอะ เพราะว่าเป็นแหล่งที่ค้นพบซากดึกดำบรรพ์เยอะเป็นระดับต้นๆ ของเอเชีย ไดโนเสาร์อาจเป็นตัวชูโรงดี แต่มีซากดึกดำบรรพ์ชิ้นอื่นๆ ทั้งหอยน้ำจืด หอยทะเล ปะการังต่างๆ ตัวที่สามารถบ่งบอกเรื่องอายุหินได้”

...

ประการที่สาม คือการต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะการประยุกต์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทอผ้าลายไดโนเสาร์ ผ้าบาติกลายไทรโลไบต์ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น

นายปรีชา ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันที่ประเทศไทยก็พบซากไดโนเสาร์อื่นๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะเป็นสายพันธุ์ใหม่ตัวที่ 15-16 หรือไม่ และขณะนี้ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียงก็กำลังมีการสำรวจอย่างเข้มข้น โดยพบซากไดโนเสาร์ซอโรพอดเช่นกัน ซึ่งอาจตัวใหญ่กว่านาคาไททันก็เป็นได้ อยากให้ประชาชนคนไทยคอยติดตาม