เจาะความคุ้มค่า "เงินกู้ 4 แสนล้าน" พาไทยฝ่าวิกฤตแลกหนี้จ่อเพดาน “นักเศรษฐศาสตร์” มองผลลัพธ์ไม่สมงบ-เสี่ยงเจอทางตันหากเกิดพายุเศรษฐกิจรอบใหม่ ชี้ใช้เฉพาะจำเป็นอาจหั่นงบได้เกินครึ่ง
จากกรณีล่าสุด 5 พ.ค. 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติร่าง “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” หรือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยนำไปใช้จ่าย 2 แผนงาน ได้แก่
1. ช่วยเหลือ บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ จำนวน 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 30 ล้านคน เดือนละ 1,000 บาท 4 เดือน ดำเนินการคล้ายคนละครึ่งแต่รัฐจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% พร้อมเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท, ช่วยเหลือเกษตรกร และ SME
2. ปรับโครงสร้างพลังงานไทย 2 แสนล้านบาท เปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ สนับสนุนรถ EV พัฒนาทรัพยากรมนุษย์
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ชี้ว่า การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจ จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน
...
สำหรับการกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท จะเน้นแหล่งเงินกู้ระยะสั้นภายในประเทศ โดยจะเป็นการทยอยกู้ตามโครงการที่ผ่านการอนุมัติ
ขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พ.ค. 2569 ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 ก.ย. 2569 และสามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2570
หนี้สาธารณะจ่อเพดาน 70%
รัฐบาล เปิดเผยสถานะหนี้สาธารณะคงค้างปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 12,595,731 ล้านบาท คิดเป็น 66.09% และการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. จะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 68.18% ของ GDP ในสิ้นปี 2569 และจะขยับไปอยู่ที่ประมาณ 69.88% ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะไม่เกิน 70%
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ รมว.คลัง เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศในระหว่างเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 13-18 เม.ย.2569 ว่า ประเทศไทยพร้อมปรับเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% ของ GDP หากมีความจำเป็น ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจขยายเพดานหนี้เป็น 75%
ส่งผล GDP ปี 2569 โต 2.1%
วันนี้ (7 พ.ค.) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ประเมินผลจากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าจะมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.6% ทำให้ภาพรวมปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% จากเดิมที่ประเมินวงเงินแค่ 300,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีผลทำให้ GDP โต 1.5% ส่วนปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจจะโตได้ 1.6% จากเดิมคาดโต 2% จากฐานปีนี้ที่จะโตมากขึ้น
ในแง่อัตราเงินเฟ้อปีนี้น่าจะอยู่ที่ 3.0-3.1% จากเดิมคาด 2.9% ส่วนปีหน้าคาดจะอยู่ที่ 1.4% จากเดิมคาด 1.5% โดยล่าสุดเดือน เม.ย. 2569 เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.89% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของ ธปท. ว่า เงินเฟ้อบางเดือนจะเห็นปรับสูงขึ้น 4-5% และจะทยอยลดลงภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2570
กู้ 4 แสนล้าน ผลลัพธ์ไม่คุ้มค่า-หั่นได้เกินครึ่ง
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ว่า การกู้เงินก้อนใหญ่ 4 แสนล้านในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ มีข้อดี หรือข้อน่ากังวลอย่างไร และเมื่อหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดานจะมีภาระผูกมัดอนาคตคนไทยแค่ไหน
...
ดร.นณริฏ ชี้ว่า ในการกู้เงิน 4 แสนล้านใน 2 เป้าหมายหลัก คือ บรรเทาผลกระทบ-กระตุ้นเศรษฐกิจ และเพื่อปรับโครงสร้างพลังงานนั้น หากพิจารณาในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เมื่อเกิดสภาวะวิกฤตก็จำเป็นต้องช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือเมื่อ GDP เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.6% จากที่ควรโต 2.7% ก็มองได้ว่าสมควรมีการกระตุ้น เช่นเดียวกับการปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่ควรทำอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี แม้เจตนาถูกต้องตามทฤษฎีแต่ยังมีจุดอ่อนอยู่บ้างในภาคปฏิบัติ โดย ดร.นณริฏ เห็นว่า ควรกู้เท่าที่จำเป็นและใช้งานให้ตรงเป้า โดยอาจหั่นจำนวนเงินกู้ได้เกินครึ่ง หากปรับให้สามารถใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้
ประการแรก คือ การบรรเทาผลกระทบ “กลุ่มเปราะบาง” และกลุ่มอื่นๆ ที่รัฐบาลเข้าให้ความช่วยเหลือนั้นอาจมีจำนวนคนมากเกินไป
ทั้งนี้หากมองนิยามคำว่า “กลุ่มเปราะบาง” ควรหมายถึงกลุ่มคนยากจน ที่เมื่อเกิดภาวะวิกฤตและภาครัฐไม่เข้าไปช่วยเหลือแทรกแซง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งสภาพัฒน์ ได้ประเมินจำนวนล่าสุดไว้ที่ 3.4 ล้านคน ขณะที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีมากกว่า 13 ล้านคน
นอกจากนี้ยังมีการอุดหนุนเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME ที่อาจมีจำนวนหลักล้าน มีการแทรกแซงค่าใช้ไฟฟ้าในกลุ่มใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย อีก 23 ล้านครัวเรือน
“แน่นอนว่ากลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบ แต่บางคนยังพอสามารถดูแลตัวเองได้ จึงมองว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ และสามารถลดงบประมาณได้อีกเยอะในส่วนนี้”
ประการที่สอง การกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส แม้ในทางทฤษฎีระบุว่าควรจะทำเมื่อเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างออกไปเนื่องจากเกิดวิกฤตแทบทุกปี นับตั้งแต่โควิด-19 ที่ไทยได้ขยายเพดานเงินกู้เป็น 70% จากนั้นก็มีทั้งน้ำท่วม ภาษีทรัมป์ จนมาถึงสงครามอิหร่าน ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจตามตำรา อาจนำมาซึ่งปัญหาและความเสี่ยงของสถานะทางการคลัง
...
“สิ่งที่ควรจะเป็นตามตำรา คือเมื่อเกิดวิกฤตและภาครัฐเข้าไปช่วยอุ้มแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้น ไม่เกิดวิกฤตไปอีกเป็นสิบปี และในระหว่างนั้นสถานะทางการคลังก็จะได้มีเวลาฟื้นตัว แต่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือเกิดวิกฤตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราไปกู้มากระตุ้นตามทฤษฎีในตำรา ปัญหาที่เกิดคือหนี้สูงใกล้แตะเพดาน 70%”
ดร.นณริฏ มองว่า ในส่วนของกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ รัฐอาจต้องเจาะเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นจริงๆ ซึ่งอาจใช้ดิจิทัลหรือ AI เข้ามาช่วยคัดกรอง และในส่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ หรือหากจะกระตุ้นก็กระตุ้นนิดเดียวก็เพียงพอ
ประการที่สาม คือการปรับโครงสร้างพลังงาน มองว่ามีความจำเป็นต้องทำเนื่องจากเป็นทิศทางอนาคตของโลก แต่ทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ในโครงการอุดหนุนเรื่องโซลาร์เซลล์ ก็ต้องไปดูให้ชัดว่าประชาชนหรือธุรกิจใหญ่ได้ประโยชน์ เมื่อติดแล้วประชาชนสามารถขายคืนไฟฟ้าให้รัฐได้อย่างไร
...
นอกจากนี้ ในส่วนที่ภาคธุรกิจมีศักยภาพทำได้เอง หรือเมื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดแล้วธุรกิจได้กำไรหรือประโยชน์มากขึ้น เช่น ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และทำให้ค้าขายได้ดีขึ้น ในส่วนนี้รัฐก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้เข้าไปอุดหนุน
“รัฐอาจลงทุนในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ในโครงการที่เอกชนไม่สามารถทำเองได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกโครงการที่แปะชื่อว่ากรีน แล้วรัฐต้องเข้าไปอุดหนุนทั้งหมด”
การกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจยังไม่จำเป็น
เมื่อเจาะจงถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” ดร.นณริฏ มองว่า อันดับแรกต้องยอมรับว่ากลุ่มคนที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ส่วนใหญ่แม้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้เข้าเกณฑ์ของ “กลุ่มเปราะบาง”
หากรัฐจะเข้ามาแทรกแซงกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วให้เกิดผลดี ควรเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากกว่าแจกเงินให้เปล่า แม้ว่าจะเกิดผลช้า แต่เป็นผลลัพธ์ที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า
นอกจากนี้ในปัจจุบันที่มีวิกฤตเกิดขึ้นต่อเนื่อง มีความเสี่ยงในการเกิดสถานการณ์วิกฤตรุนแรง ที่เราอาจจำเป็นต้องจ่ายมากกว่าเดิมในอนาคตหรือไม่ เห็นได้จากตัวอย่าง “โครงการคนละครึ่งพลัส” ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลระบุว่ามีความจำเป็นเนื่องจากเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ แต่ผ่านมาไม่กี่เดือนก็เกิดวิกฤตสงครามอิหร่านขึ้น ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการโครงการคนละครึ่งพลัส ตอนนี้รัฐบาลก็น่าจะมีเงินเหลือมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้
“นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ว่าต้องดูเรื่องเหตุผลความจำเป็น และต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของวิกฤตในอนาคตด้วย เพราะไม่รู้เลยว่า 2-3 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น”
ความคุ้มค่า เงินกู้ 4 แสนล้าน แลกหนี้จ่อเพดาน
ดร.นณริฏ เผยว่า ผลกระทบของสงครามอิหร่านนอกจากการที่รัฐต้องกู้เงิน 4 แสนล้านและทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังมีผลกระทบทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบชะลอตัว GDP โตไม่ถึงค่าเฉลี่ยที่ควรจะเป็นที่ 2-2.5% เมื่อเศรษฐกิจเติบโตน้อย รัฐก็จัดเก็บภาษีได้น้อย และจะส่งผลกระทบกับตัวแปรทางการคลังอื่นๆ ต่อไป
ในส่วนของการหาเงินมาชำระหนี้ ทางทฤษฎีก็ทำได้ไม่กี่แนวทาง คือลดรายจ่ายลง หากไม่สามารถลดได้ก็ต้องหารายได้เพิ่ม ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่ทำได้คือการขึ้นอัตราภาษี แต่ก็เป็นไปได้ยากเพราะต้องเจอกระแสต่อต้านของประชาชน เป็นเรื่องที่ไม่เซ็กซี่ทางการเมือง
อย่างไรก็ตามยังมีอีกวิธีหนึ่ง ที่รัฐบาลได้โยนหินถามทางเอาไว้แล้ว คือการขยายเพดานหนี้สาธารณะออกไปเป็น 75% ซึ่งอาจเป็นหนทางที่ทำได้ง่ายที่สุด
“การขึ้นภาษีทำได้ยากกว่าขยายเพดานใช้เงินของอนาคต เพราะคนในอนาคตที่ต้องเป็นผู้ใช้หนี้ ยังไม่เกิดหรือยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง”
ในส่วนของตัวเลข GDP ที่ ธปท.คาดการณ์ว่าจะขยับมาเติบโต 2.1% จากเดิมที่คาดไว้ 1.6% มองว่ายังเป็นตัวเลขที่น้อย เพราะหากดูขนาด GDP ไทยซึ่งอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านล้านบาท การอัดฉีดเข้าไป 4 แสนล้านบาทโดยเป็นการจ่ายโดยตรงอย่างน้อย 2 แสนล้าน เท่ากับประมาณ 2% ของ GDP ซึ่งหมายความว่า GDP ก็ควรโตขึ้น 2% เช่นกัน ไม่ใช่แค่ 0.6%
“การที่ GDP โตแค่ 2.1% สะท้อนว่านโยบายไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ หรือยิ่งสะท้อนว่านโยบายไม่ค่อยส่งผลอะไรเลย ซึ่งหลักวิชาการในช่วงนี้ก็บอกว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในยุคหลังไม่ค่อยเกิดผลแล้ว”