อ่านเกม "กัมพูชา" ใช้กลไก UNCLOS ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ ลาก "ไทย" ขึ้นเวทีโลกหลังถอนตัว MOU44  ได้ประโยชน์หรือเดินเข้าสู่กับดัก?  "นักกฎหมาย" มองจบเร็ว แต่ยากประเมินผลลัพธ์ 

จากกรณีวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้มีมติถอนตัวจาก MOU44 ตามนโยบายรัฐบาล ด้วยเหตุผลว่ามากกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มีการเจรจากันเพียง 5 ครั้งและไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้ง และไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนาและบริหารทรัพยากรร่วมกันได้ 

วานนี้ (5 พ.ค.) สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่ไทยประกาศถอนตัวจาก MOU44 ระบุว่า การที่ประเทศไทยถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” ภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้ 

ล่าสุดวันนี้ (6 พ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ตอบคำถามว่ากรณีดังกล่าวถือเป็นทิศทางที่ดีหรือไม่ ว่า อย่างน้อย 2 ประเทศก็จะไปอยู่บนพื้นฐานกฎเกณฑ์เดียวกัน สมัยก่อนเหมือนใช้กันคนละกฎเกณฑ์ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้มี MOU 2544 แล้ว หากหลังจากนี้จะพูดคุยอะไรกันต้องมากำหนดกฎเกณฑ์กันใหม่ ซึ่งยังมีเวลาที่จะต้องมาหารือกัน อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศก็รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่  

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับ ผศ.ดร.กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงกระบวนการต่อไปของไทยและกัมพูชา และถ้าหากต้องใช้กลไก UNCLOS ไทยจะได้ประโยชน์หรือเสียเปรียบมากกว่า MOU44 

...

ย้อนทำความเข้าใจ MOU44 

สำหรับ MOU44 หรือ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (ลงนาม 18 มิถุนายน 2544) ทาง กระทรวงการต่างประเทศ ให้ข้อมูลว่า เป็นข้อตกลงชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยให้มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค" (Joint Technical Committee - JTC) เพื่อทำหน้าที่เจรจาเรื่องนี้บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยแบ่งพื้นที่การเจรจาเป็น 2 ส่วนคือ 

1. พื้นที่ส่วนบน (เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ): ให้เจรจาเพื่อ "แบ่งเขตแดน" ทางทะเลให้ชัดเจน 

2. พื้นที่ส่วนล่าง (ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ): ให้เจรจาเพื่อจัดทำระบอบ "พื้นที่พัฒนาร่วม" (Joint Development Area - JDA) เพื่อนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ร่วมกัน

หัวใจสำคัญคือต้อง “เจรจาควบคู่ แยกจากกันไม่ได้” หมายความว่า หากตกลงเรื่องแบ่งผลประโยชน์น้ำมันไม่ได้ เรื่องเส้นเขตแดนก็ไม่จบ หรือหากตกลงเรื่องเส้นเขตแดนไม่ได้ ก็จะขุดน้ำมันไม่ได้เช่นกัน โดย MOU 2544 เป็นเพียงกรอบการเจรจา หากคณะทำงานตกลงกันได้สำเร็จ ผลลัพธ์สุดท้ายจะต้องถูกนำมาทำเป็น "สนธิสัญญา" ซึ่งต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาของไทยตามรัฐธรรมนูญเสียก่อน จึงจะมีผลผูกพันอย่างสมบูรณ์ 

กลไก UNCLOS ไทยไม่อาจปฏิเสธได้

ผศ.ดร.กฤษฎากร ชี้ว่า การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ (Compulsory Conciliation) เป็นรูปแบบหนึ่งในการระงับข้อพิพาท ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในภาคผนวก 5 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปี 1982 หรือ UNCLOS 1982 ผ่านคนกลางคือ “คณะกรรมาธิการประนอม” (Conciliation Commission) จำนวน 5 คน โดยรัฐคู่พิพาทเลือกฝ่ายละ 2 คน และตกลงเลือกประธาน 1 คน จากบัญชีรายชื่อที่มีอยู่แล้วซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทางทะเล โดยจะใช้เวลาเลือกไม่เกิน 3-4 เดือน 

ซึ่งกลไกนี้เปิดทางให้รัฐคู่พิพาทฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถร้องขอให้เริ่มกระบวนการเพียงฝ่ายเดียวได้และอีกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือ ซึ่งในกรณีนี้คือกัมพูชา มีสิทธิเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยได้ทันที และประเทศไทยต้องเข้าร่วมเท่านั้น

หากประเทศไทยไม่อยากยอมรับกลไกนี้หรือไม่ต้องการให้มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องไปต่อสู้ว่าคณะกรรมาธิการประนอมชุดนี้ไม่มีเขตอำนาจในการให้คำแนะนำ ซึ่งก็มีเงื่อนไขอยู่อีกพอสมควร ถ้าหากผลออกมาว่าคณะกรรมาธิการประนอมไม่มีเขตอำนาจ ไทยกัมพูชาจึงจะกลับมาเจรจาทวิภาคีกัน

แต่ถ้าหากไทยยอมรับกลไกนี้ หรือคณะกรรมาธิการประนอมตัดสินว่าตนเองมีเขตอำนาจ ก็จะมีการดำเนินการคล้ายกับศาล คือมีการสืบพยาน เรียกดูเอกสารหลักฐาน ไปจนถึงการลงพื้นที่จริง รับฟังข้อต่อสู้ทางกฎหมายของคู่พิพาทและพยานหลักฐาน และต้องทำรายงานความเห็นให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน

...

การระงับข้อพิพาทในลักษณะนี้จะไม่มีผลผูกพันเหมือนคำพิพากษาของศาล นั่นหมายความว่า เมื่อคณะกรรมาธิการประนอมมีรายงานคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำออกมา ไทยหรือกัมพูชาก็อาจจะรับหรือไม่รับก็ได้ แต่ถ้าหากทั้งสองฝ่ายยินยอมพร้อมใจรับคำแนะนำ ก็จะใช้เป็นฐานในการเจรจาต่อไป

ผศ.ดร.กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผศ.ดร.กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อย่างไรก็ดีที่ผ่านมามีการใช้กลไกนี้สำเร็จมาแล้ว 1 ครั้ง คือในกรณีข้อพิพาทระหว่างติมอร์เลสเต-ออสเตรเลีย ซึ่งคณะกรรมาธิการประนอมวินิจฉัยว่าตัวเองมีเขตอำนาจ ถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีการทำสนธิสัญญาและเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าต้องระงับข้อพิพาทด้วยการเจรจาเท่านั้น

“พูดง่ายๆ คือคณะกรรมาธิการประนอมมักจะวินิจฉัยว่าตนเองมีเขตอำนาจได้ง่ายๆ แม้ว่าคู่พิพาทจะมีเจตนาระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการปกติหรือการเจรจาก็ตาม”

...

ในกรณีของติมอร์เลสเต-ออสเตรเลีย คณะกรรมาธิการประนอมได้มีการขีดเส้นแบ่งเขตแดน มีคำแนะนำในการแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่พิพาท หลักการและวิธีดำเนินการต่างๆ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศก็พูดคุยต่อบนฐานของคำแนะนำนี้ จนในท้ายที่สุดสามารถทำสนธิสัญญาแบ่งอาณาเขตทางทะเลกันได้

UNCLOS 1982 “ไทย” ได้เปรียบหรือเสียเปรียบมากกว่า MOU44 ?

ในข้อกังวลว่า กลไกการไกล่เกลี่ยของ UNCLOS จะทำให้ไทยได้เปรียบหรือเสียเปรียบ หากเทียบกับ MOU44 นั้น ผศ.ดร.กฤษฎากร มองว่า เป็นเรื่องที่ประเมินได้ยาก แต่เมื่อประเด็นนี้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมาธิการประนอมซึ่งเป็นบุคคลที่สาม ก็ต้องยอมรับว่าจะมีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้และมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าการเจรจาทวิภาคี

ขณะเดียวกันกลไกการไกล่เกลี่ยนี้ก็มีข้อดีคือมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนคือ 12 เดือน และมีความแตกต่างจากการขึ้นศาลหรืออนุญาโตตุลาการ คือไม่ได้มองข้อบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่จะหยิบยกเอาปัจจัยอื่นๆ มาร่วมพิจารณาด้วย เช่น หลักฐานทางประวัติศาสตร์, ปัจจัยทางการเมือง, ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น

“เราไม่อาจรู้ได้ว่าสุดท้ายแล้วเส้นเขตแดนจะเป็นอย่างไรกัน อาจไม่ใช่เส้นที่ไทยหรือกัมพูชายึดถือในปัจจุบันก็เป็นได้ ซึ่งทางกฎหมายทะเลจะมีกระบวนการ Maritime Delimitation หรือการกำหนดเขตแดนทางทะเล โดยใช้หลักความเที่ยงธรรม ซึ่งไม่ได้หมายความแบ่งเท่า แต่ต้องดูปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น ประเทศมีทางออกสู่ทะเลมากน้อยแค่ไหน สมสัดส่วนหรือไม่ มีเกาะเรียงรายตามแนวชายฝั่งมากน้อยเพียงใด”

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการประนอมยังสามารถสร้างกระบวนการพิเศษขึ้นมาได้ เช่น ในกรณีที่ไทยและกัมพูชาไม่มีความไว้วางใจกันจนยากที่จะพูดคุย ก็จะมีกลไกที่เรียกว่า “Confidence Building” หรือการสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งทางคณะกรรมาธิการประนอมจะใช้เทคนิคทางการทูตพูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ก่อนกลับมาพูดคุยกัน

...

หากในท้ายที่สุดคณะกรรมาธิการประนอมมีคำแนะนำ และไทย-กัมพูชายอมรับและสามารถเจรจากันสำเร็จ ก็จะมีการทำสนธิสัญญาขึ้นมา ขีดเส้นแบ่งพรมแดน กำหนดอาณาเขตทางทะเล ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจพิเศษจำเพาะ

ซึ่งในส่วนของการใช้ทรัพยากรก็แตกต่างจากกรณี “พื้นที่พัฒนาร่วม” (Joint Development Area) ที่ระบุไว้ใน MOU44 ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันและแบ่งปันผลประโยชน์ ไม่มีกำหนดกรอบเวลา อาจเกิดเป็นความร่วมมือระยะยาวคล้ายกรณีไทยและมาเลเซีย แต่เมื่อมีเส้นเขตแดนที่ชัดเจนแล้วก็สามารถใช้ทรัพยากรเฉพาะในเขตแดนของตนเองเท่านั้น 

โอกาสขึ้น "ศาลโลก" หากไกล่เกลี่ยไม่จบ 

ในกรณีที่คณะกรรมาธิการประนอมมีคำแนะนำออกมา แต่ไทยหรือกัมพูชาไม่ยอมรับจะมีกระบวนการใดต่อ หรืออาจถึงขั้นเข้าสู่ ศาลโลก ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หรืออนุญาโตตุลาการ หรือไม่นั้น

ผศ.ดร.กฤษฎากร เผยว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะ UNCLOS ได้กำหนดเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่แต่ละประเทศจะเข้าร่วมเป็นภาคี ว่าจะต้องเลือกวิธีการระงับข้อพิพาทเอาไว้ ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างสงวนสิทธิ ไม่เลือกใช้ทั้งศาลและอนุญาโตตุลาการ

“หากเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการแบ่งอาณาเขตทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเขตไหล่ทวีปหรือการแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ไทยและกัมพูชาได้ทำคำประกาศเอาไว้ว่า จะไม่มีศาลใด หรือว่าอนุญาโตตุลาการ จะมีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษา ก็เท่ากับเป็นการปิดประตูไปแล้ว”

ทั้งนี้มากจากหลักคิดว่าเรื่องของเขตแดนนั้นละเอียดอ่อน และผู้ที่จะรู้ข้อมูลและปกป้องผลประโยชน์ได้ดีที่สุดคือไทยและกัมพูชา จึงไม่อยากให้มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในกรณีของ “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” นั้นก็เป็นไปตามชื่อคือมีผลบังคับ หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยกประเด็นขึ้นมา เนื่องจาก UNCLOS ไม่ต้องการให้รัฐภาคีตีความตัวบทกฎหมายไปตามความเชื่อที่แต่ละฝ่ายคิดว่าถูกต้อง 

“UNCLOS ไม่ต้องการให้แต่ละฝ่ายตีความกฎหมายมั่วซั่ว เขาต้องการปกป้องระบบของตัวเองเอาไว้ เลยเปิดช่องทางเอาไว้ว่าแม้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการไม่มีเขตอำนาจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีกระบวนการมาดูแลหรือวินิจฉัยชี้ขาดระหว่างรัฐเลย ซึ่งนั่นก็คือคณะกรรมาธิการประนอม”

“กัมพูชา” เตรียมตัวล่วงหน้า? รับมือ “ไทย” ถอนตัว MOU44

ผศ.ดร.กฤษฎากร มองว่าการที่ประเทศไทยถอนตัวจาก MOU44 และเข้าสู่กลไก UNCLOS อาจไม่ใช่หนทางระงับข้อพิพาทที่ดีที่สุด เพราะหนทางที่ดีที่สุดคือการเจรจาต่อรองกันให้ได้ แต่เข้าใจว่าบรรยากาศการพูดคุยตอนนี้ไม่สามารถไปต่อได้ในทางการเมือง ซึ่งหลายคนก็อยากเห็นข้อพิพาทนี้จบลงเสียที แทนที่จะเจรจายืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีกำหนด

ขณะเดียวกันการเล่นบนกติกา UNCLOS ก็อาจเป็นสิ่งที่กัมพูชาต้องการอยู่แล้วก็เป็นได้ เพราะเล็งเห็นว่าฝ่ายการเมืองไทยต้องการยกเลิก MOU44 จากกระแสภายในประเทศ โดยกัมพูชา เพิ่งให้สัตยาบันกับ UNCLOS ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้ว่าจะเข้าร่วมภาคีตั้งแต่ปี 2526 ก็ตาม

“ก็ต้องมาประเมินว่า ถ้าคุยกันเองไม่ได้ แต่สามารถจบข้อพิพาทได้เร็วจะสมประโยชน์ของประเทศมากกว่าหรือไม่ และเราเองต้องไม่คาดหวังว่าเส้นแบ่งเขตแดนที่ไทยยึดถือจะเป็นเส้นที่ถูกต้องและคณะกรรมาธิการประนอมจะยึดตามนั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องการรับรู้และการยอมรับของประชาชน ว่าจะเชื่อมั่นในกระบวนการระงับข้อพิพาทนี้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับประเด็นทางกฎหมาย ที่ทางรัฐบาลต้องบริหารจัดการ”