ภาคประชาชน ค้านเขื่อนกรงปินัง จ.ยะลา ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง “ยุติโครงการ” ชี้ละเมิดสิทธิชุมชน และสิทธิในแม่น้ำตามกฎหมายระหว่างประเทศ


เครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี ร่วมกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชนในอำเภอกรงปินัง และเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำปัตตานี จัดขบวนเดินเท้าคัดค้านโครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง ระหว่างวันที่ 4–5 พฤษภาคม จากชุมชนบ้านลือมุ จ.ยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งโครงการ มุ่งหน้าไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อยื่นหนังสือต่อเลขาธิการ ศอ.บต. ระยะทาง 19 กิโลเมตร

...


ข้อเรียกร้องของเครือข่ายมี 3 ข้อเรียกร้องคือ ให้ยุติโครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง และเสนอระงับโครงการต่อคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของชุมชนริมแม่น้ำปัตตานี รวมถึงกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำในระยะยาว นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการยกเลิกรายงาน EIA และยกเลิกแผนพัฒนาลุ่มน้ำปัตตานี ปี 2510


รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขาดการมีส่วนร่วม


เครือข่ายฯ ระบุว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งจัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาที่ได้รับการว่าจ้างจากกรมชลประทาน ระหว่างปี 2560–2562 มีข้อบกพร่องสำคัญ ทั้งในด้านความครบถ้วนของข้อมูล และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยข้อมูลหลายส่วนไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ และไม่สะท้อนการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของชุมชนอย่างแท้จริง

ชุมชนจึงเห็นว่า EIA ดังกล่าวขาดความชอบธรรม และอาจนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยไม่เป็นธรรม


โครงการขนาดใหญ่ กระทบ 10 ชุมชนริมแม่น้ำ


โครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาลุ่มน้ำปัตตานีตั้งแต่ปี 2510 ต่อเนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนบางลาง และเขื่อนแม่ลาน โดยมีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำ 8 บาน ความกว้าง 88 เมตร สูง 8 เมตร และยาว 80 เมตร ใช้งบประมาณ 3,565.52 ล้านบาท

...


โครงการจะมีการปรับลำน้ำให้เป็นเส้นตรง และกั้นแม่น้ำปัตตานี ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนริมแม่น้ำอย่างน้อย 10 ชุมชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่น


“สิทธิในแม่น้ำ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ


ซอฮาบูดิน เลาะยะพา นักปกป้องสิทธิฯ และผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี กล่าวว่า ข้อเสนอของเรามี 3 ข้อหลักๆ คือ ยุติโครงการนี้ และเปิดกระบวนการจัดการน้ำที่เคารพระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงต้องมีการยกเลิกรายงาน EIA และยกเลิกแผนพัฒนาลุ่มน้ำปัตตานี ปี 2510 อีกด้วย

...


โครงการดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อสิทธิของชุมชนในประเทศ แต่ยังขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม สิทธิในการดำรงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น

รวมถึงหลักการที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นในระดับสากลเกี่ยวกับ “สิทธิของแม่น้ำ” (Rights of Rivers) ซึ่งมองว่าแม่น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรเพื่อการใช้ประโยชน์ แต่เป็นระบบนิเวศที่มีสิทธิในการดำรงอยู่ ฟื้นฟู และไหลตามธรรมชาติ

หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มในกฎหมายระหว่างประเทศและคำวินิจฉัยในหลายประเทศ ที่ยอมรับสถานะทางกฎหมายของแม่น้ำ และเน้นให้รัฐมีหน้าที่ปกป้องระบบนิเวศควบคู่กับสิทธิของชุมชน

...


การเดินเท้าในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารต่อสาธารณะและผู้กำหนดนโยบายว่า ชุมชนไม่ยินยอมต่อโครงการดังกล่าว และเรียกร้องให้รัฐทบทวนแนวทางการจัดการน้ำ โดยยึดหลักความเป็นธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม


ภาพจาก เครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี