ถอดรอยร้าวและก้าวต่อไปของ OPEC หลังไร้ UAE "นักวิชาการ" มองพี่ใหญ่ “ซาอุดีอาระเบีย” หลังชนฝา ถึงเวลาทบทวนนโยบายองค์การฯ ครั้งใหญ่ อาจต้องง้อ “สหรัฐฯ” หรือดึง “รัสเซีย” ค้ำบัลลังก์

จากกรณี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากกลุ่มโอเปก (OPEC) องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญของโลก และกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) ซึ่งมีรัสเซียรวมอยู่ด้วย โดยมีผลอย่างเป็นทางการในวันนี้ (1 พ.ค. 2569) ท่ามกลางความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน นับเป็นความเคลื่อนไหวที่สะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกที่กำลังเปราะบางอีกครั้ง

แม้ว่า UAE จะไม่ใช่ชาติแรกที่ถอนตัวจากโอเปก แต่ก็ถือว่ามีแรงสั่นสะเทือนอย่างมาก เพราะอยู่ใน 5 ประเทศแรกที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในกลุ่ม และยังเป็นการถอนตัวในภาวะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน จนเกิดการคาดการณ์กันว่า นี่อาจเป็น “จุดเริ่มต้นของจุดจบ” ของโอเปกหรือไม่? หากสุดท้ายมีสมาชิกทยอยถอนตัวเพิ่มเติม และมีโอกาสอาจนำไปสู่การล่มสลายในที่สุด

...

ปัจจัยเศรษฐกิจ : “UAE” เล็งผลิตน้ำมัน ก่อนมูลค่าตก

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผอ.ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การถอนตัวของ UAE ไม่ใช่ประเด็นใหม่ ที่ผ่านมามีความพยายามอยากถอนตัวออกจากโอเปกมาโดยตลอด เหตุผลประการแรกเนื่องจากติดเงื่อนไขระบบโควตาการผลิตน้ำมันที่ทำให้ UAE ผลิตน้ำมันได้เพียงแค่ประมาณ 3 ล้านบาร์เรล/วัน ไม่สามารถผลิตได้เต็มศักยภาพที่ 5 ล้านบาร์เรล/วันได้ ซึ่งทาง UAE ได้มีการลงทุนไปมหาศาล

ประการต่อมา คือทิศทางและกระแสของพลังงานโลก เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือกมากขึ้น และในอนาคตน้ำมันจะมีบทบาทและมูลค่าที่ลดน้อยลง ซึ่ง UAE ก็เล็งเห็นแนวโน้มนี้ จึงอยากจะรีบผลิตน้ำมันออกมาในช่วงที่ยังมีมูลค่า โดยเฉพาะในเวลานี้ที่ราคาถีบตัวจากสภาวะสงคราม

ประกอบกับการที่ UAE ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน จึงต้องการนำเงินมาเพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และเพื่อขับเคลื่อน UAE Vision 2031 หรือแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนการพัฒนาประเทศ ที่ต้องการผลักดันให้ UAE หลุดพ้นจากการพึ่งพาน้ำมัน และก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความยั่งยืนของโลก

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบัน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักจะถูกปิดจากสงครามอิหร่าน และ UAE ไม่สามารถส่งน้ำมันผ่านระบบท่อเมืองฟูไจราห์ (Fujairah) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันไปสู่อ่าวโอมานโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ 100% แต่เชื่อว่า UAE มองปัญหานี้เป็นปัญหาระยะสั้น ท้ายที่สุดช่องแคบต้องกลับมาเปิด และการออกจากโอเปกจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการยกระดับการผลิตและการวางท่อเพิ่มเติม หรือวางแผนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดอีกในอนาคต

ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผอ.ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผอ.ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัจจัยการเมืองตะวันออกกลาง : “UAE” แตกหัก “ซาอุดีอาระเบีย”

แม้ความพยายามในการออกจากโอเปกของ UAE จะมีมานานหลายปี แต่ก่อนหน้านี้ “ซาอุดีอาระเบีย” ในฐานะพี่ใหญ่ของกลุ่ม ได้เจรจาและรั้งเอาไว้ตลอด แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ทั้ง 2 ประเทศย่ำแย่ลงอย่างมาก จากประเด็นการขยายอิทธิพลในตะวันออกกลาง

ดร.ศราวุฒิ เผยว่า UAE เป็นประเทศที่ต้องการจะเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ด้วยขนาดประเทศที่เล็ก สิ่งที่ UAE ทำคือการขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มเครือข่ายต่างๆ เหมือนอย่างที่อิหร่าน โดยเฉพาะในประเทศที่มีปัญหาทางการเมือง มีสถานะเป็น “รัฐอ่อนแอ” (Weak State) หรือ “รัฐล้มเหลว” (Failed State) โดยเข้าไปสนับสนุนด้านงบประมาณหรืออาวุธ

...

จุดนี้เองที่เป็นหนึ่งในรอยร้าวกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ที่ต้องการเห็นกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเข้มแข็ง ไม่ถูกแบ่งแยกดินแดน เพราะจะนำมาซึ่งความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค และกระทบกับซาอุดีอาระเบียในที่สุด

ความขัดแย้งที่เห็นได้ชัด เกิดขึ้นใน “เยเมน” ที่แม้ทั้งสองประเทศร่วมมือกันในฐานะพันธมิตรอาหรับ เพื่อต่อสู้กับกลุ่มกบฏฮูตี (Houthi) ที่อิหร่านหนุนหลัง แต่ UAE ให้การสนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ชื่อว่า “สภาเปลี่ยนผ่านฝ่ายใต้” (STC) ขณะที่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุน รัฐบาลเยเมน ที่นานาชาติรับรอง ซึ่งก่อนเกิดสงครามอิหร่าน ซาอุดีอาระเบียก็เคยถล่มโจมตีอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ UAE ส่งให้กับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ของประเทศเยเมน และประกาศชัดเจนว่าห้าม UAE กระทำเช่นนี้  

นอกจากนี้ UAE และซาอุดีอาระเบีย ยังแข่งขันกันในด้านเศรษฐกิจและการค้า โดยทั้งสองประเทศพยายามกระจายความเสี่ยง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ยุคหลังน้ำมัน ซึ่ง UAE ออกสตาร์ทก่อน พยายามดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามา ซึ่งในตอนหลัง ซาอุดีอาระเบีย ก็มีความพยายามทำเช่นกัน และดึงนักลงทุนใน UAE ให้หันมาลงทุนในซาอุดีอาระเบียแทน 

...

ปัจจัยมหาอำนาจ : “UAE” เอาใจ “สหรัฐฯ -อิสราเอล”

อีกประเด็นคือ UAE มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ “สหรัฐฯ” และ “อิสราเอล” โดยที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ วิจารณ์บทบาทของโอเปกมาโดยตลอด ว่าเอาเปรียบประชาคมโลกและสหรัฐฯ

การถอนตัวของ UAE ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ส่วนหนึ่งเพื่อเอาใจสหรัฐฯและอิสราเอล โดยแหล่งข่าวบางแห่งออกมาเปิดเผยด้วยว่า มีการทำข้อตกลงระหว่าง 3 ประเทศ ในลักษณะที่ UAE ขอให้สหรัฐฯและอิสราเอล คุ้มครองจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากอิหร่าน และล่าสุดอิสราเอลได้ส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศไปให้ UAE เพิ่มเติม

“ผมคิดว่ามันมีการรู้เห็นเป็นใจ กันระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา UAE และอิสราเอล ในการขับเคลื่อนผลักดันให้ UAE ถอนตัวจากโอเปก ซึ่งจะสร้างความยากลำบากให้ซาอุดีอาระเบียในฐานะพี่ใหญ่ เพราะถ้าหากไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันได้ อำนาจต่อรองของซาอุดีอาระเบียจะลดลงไปมาก และหากในอนาคตมีการถอนตัวเพิ่มอีก โอเปกก็คงไม่มีพลังอำนาจต่อรองในเรื่องพลังงานโลกอีกต่อไป”

รุนแรงถึงขั้น “โอเปก” ล่มสลาย?

ดร.ศราวุฒิ มองว่า โอกาสที่การถอนตัวของ UAE จะนำไปสู่การล่มสลายของโอเปกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า UAE ถอนตัวแล้วได้ประโยชน์หรือประสบความสำเร็จมากแค่ไหน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ ตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือถอนตัวออกไป

ที่ผ่านมา อำนาจของโอเปกลดน้อยลงเรื่อยๆ จากเดิมที่เคยกุมปริมาณการผลิตมากที่สุดเกินครึ่งหนึ่งในโลก ค่อยๆ ลดลงจนเหลือไม่ถึง 40% และหากมีการถอนตัวมากขึ้นจนกระทั่งโอเปกไม่เหลืออำนาจต่อรอง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรวมตัวกันอีกต่อไป เพราะการเข้าร่วมโอเปกยังถูกกำหนดด้วยโควตาการผลิต ซึ่งบางประเทศอาจมองว่าเสียเปรียบหรือไม่คุ้มที่จะเข้าร่วม

...

หากโอเปกหมดอำนาจต่อรอง ประเทศที่จะผงาดขึ้นมามีอำนาจคือ “สหรัฐฯ” ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการผลิตน้ำมันต่อวันมากที่สุดในโลก รวมกับการที่เข้าไปควบคุมเวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณมากที่สุด และตอนนี้มี UAE เข้าไปเสริมทัพเพิ่มเติมด้วย

“ก็มีโอกาสที่โอเปกจะล่ม แต่คงไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านคิดว่าราคาน้ำมันน่าจะผันผวนมาก แต่อีกสักระยะหนึ่งเราอาจเห็นน้ำมันถูกลงก็เป็นได้เพราะมีการผลิตเข้าสู่ตลาดมากขึ้น”

ทางรอดโอเปก ซาอุฯ อาจต้องเลือก “สหรัฐฯ” หรือ “รัสเซีย”

สำหรับแนวทางที่ “ซาอุดีอาระเบีย” จะยังคงสถานะพี่ใหญ่ให้ภูมิภาคและรักษาดุลอำนาจของโอเปกต่อไปนั้น ดร.ศราวุฒิ มองว่า ซาอุดีอาระเบียต้องกลับมาทบทวนนโยบายโควตาของโอเปก ทำให้ประเทศสมาชิกได้ประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีปัญหา

“สมาชิกโอเปกสิบกว่าประเทศมีปัญหาที่แตกต่างกัน ประเทศในแอฟริกาก็เจอปัญหาที่ต่างจากประเทศในตะวันออกกลางหรือลาตินอเมริกา ตอนนี้ซาอุดีอาระเบียต้องพยายามศึกษาปัญหาของประเทศเหล่านี้ และใช้กลไกเรื่องการควบคุมราคาน้ำมันโลกเอื้อประโยชน์หรือแก้ปัญหาให้ประเทศสมาชิก”

อีกแนวทางที่น่าสนใจ คือการเข้าหามหาอำนาจด้านน้ำมัน มุมหนึ่งคือ “สหรัฐฯ” ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างยาวนาน แต่เพิ่งมามีปัญหากันในยุคหลังที่สหรัฐฯ ไม่สามารถรักษาความมั่นคงให้ซาอุดีอาระเบียได้ โดย ซาอุดีอาระเบีย อาจต้องเข้าหาและหาข้อเสนอให้สหรัฐฯ เข้ามาช่วยค้ำจุนโอเปก หากทำได้ก็มีโอกาสดำเนินการต่อไปได้

อีกมุมคือการดึง “รัสเซีย” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก จากการเป็นพันธมิตรกลุ่มโอเปกพลัส ให้เข้ามาเป็นสมาชิกเต็มตัว และจับมือกันเพื่อรวมอำนาจในการกำหนดทิศทางหรือนโยบายพลังงานโลก

ในส่วนของอีกขั้วมหาอำนาจอย่าง “จีน” จะเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้หรือไม่นั้น ดร.ศราวุฒิ มองว่า จีนอยู่ในฐานะของผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก และอาจเป็นอีกหนึ่งประเทศที่พยายามช่วยซาอุดีอาระเบียในการรักษาโอเปก มากกว่าต้องการทำลาย เพราะจีนต้องการที่จะเห็นนโยบายหรือราคาพลังงานโลกมีเสถียรภาพ

ผลกระทบต่อ “สงครามอิหร่าน”

การถอนตัวจากโอเปกของ UAE ในครั้งนี้ ส่งผลต่อเอกภาพของตะวันออกกลาง ทำให้เห็นได้ชัดว่าตะวันออกกลางแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มประเทศด้วยกัน โดย UAE เลือกที่จะอยู่กับกลุ่มสหรัฐฯ และอิสราเอล อีกกลุ่มคืออิหร่านและพันธมิตร และสุดท้ายคือซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรในภูมิภาคที่ไม่ต้องการอิงกับฝ่ายใด และไม่ต้องการให้เกิดสงคราม

“การถอนตัวของ UAE ทำให้สหรัฐฯ และอิสราเอล ก็อาจมีความหวังว่าจะมีชาติในตะวันออกกลางยืนเคียงข้างตนเองในการทำสงคราม ซึ่งก็จะทำให้เอกภาพหรือภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลางที่ไม่ต้องการสงครามลดน้อยลงไป ซึ่งก็มีผลต่อสงครามแต่ไม่ทันทีทันใด”

สำหรับแนวโน้มของสงครามอิหร่านต่อจากนี้นั้น ดร.ศราวุฒิ มองว่า น่าจะคาราคาซังต่อไปอีกสักพัก แล้วจึงมีข้อตกลงเกิดขึ้นและสามารถกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่รากเหง้าของปัญหายังคงอยู่และอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ

สำหรับ อิหร่านน่าจะไม่ยินยอมในส่วนของโครงการนิวเคลียร์ แต่การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างมาก ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีกรอบเวลาทางการเมือง ทั้งคะแนนความนิยมในประเทศของทรัมป์ ปัญหาเงินเฟ้อ การเลือกตั้งกลางเทอม การเป็นเจ้าภาพงานใหญ่อย่างฟุตบอลโลก ที่เป็นแรงกดดันให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องรีบตัดสินใจ

“ก็น่าหวาดกลัวเช่นกัน ถ้าหากว่าสหรัฐฯ เลือกใช้วิธีในการปิดล้อมอิหร่านทางเศรษฐกิจต่อไป เพราะอาจจะนำไปสู่การปะทะเผชิญหน้า ซึ่งอิหร่านอาจจะไม่ยอม และอาจใช้ไพ่ใบอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ตนมีอยู่ อย่างเช่น กรณีของทะเลแดง ช่องแคบบับอัลมันเดบ ตอนนี้จึงยังมองไม่ออกว่าจะยาวนานแค่ไหน แต่คิดว่าคงไม่เกินเดือนพฤษภาคมนี้ น่าจะชัดเจนมากขึ้น”

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังมีกำหนดการพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญ คาดว่าทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน น่าจะหาทางลงที่ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถประกาศชัยชนะได้ โดยสหรัฐฯ อาจประกาศว่าชนะเพราะกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ ขณะที่อิหร่านก็อาจประกาศว่าตัวเองชนะในสงครามเพราะสามารถอยู่รอดต้านทานมหาอำนาจได้ จึงต้องจับตาดูใกล้ชิดในช่วงเดือนต่อจากนี้