เปิดผลวิจัยพบ “ไมโครพลาสติก” ในร่างกายคนไทยกว่า 80% เตือนน้ำดื่มบรรจุขวด-อาหารทะเล แหล่งปนเปื้อนใกล้ตัว เช่น กุ้ง หอยแครง และปลากะพง บริเวณแม่น้ำภาคตะวันออก แพร่กระจายเร็วช่วงฤดูฝน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมสถาบันอุดมศึกษาสิ่งแวดล้อมไทย (สอสท.) และภาคีเครือข่ายนักวิจัย เปิดผลศึกษาสะท้อนสถานการณ์ช็อกวงการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม โดยพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนในร่างกายคนไทยสูงถึงร้อยละ 80 พร้อมชี้เป้าลุ่มน้ำภาคตะวันออก เป็นเส้นทางหลักลำเลียงขยะพลาสติกสู่ห่วงโซ่อาหาร เร่งนักวิชาการเสนอนโยบายจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางเพื่อความยั่งยืน
รศ.ดร.อุมา ลางคุลเสน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลการตรวจของเสียจากร่างกายประชาชนกลุ่มตัวอย่าง พบไมโครพลาสติกปนเปื้อนมากกว่าร้อยละ 80 โดยพบในปัสสาวะเฉลี่ย 3.24 ชิ้นต่อ 100 มิลลิลิตร และในอุจจาระเฉลี่ย 3.6 ชิ้นต่อ 20 กรัม พลาสติกที่พบส่วนใหญ่เป็นชนิดที่เกิดจากการแตกหักของขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic) เช่น พีพี พีอี และพีอีที (PP, PE, PET) รวมถึงกลุ่มที่มีความเป็นอันตรายสูงอย่างพีวีซี พียู และพีเอส (PVC, PU, PS) ซึ่งสะท้อนว่าการรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายได้เกิดขึ้นแล้วในชีวิตประจำวัน และปัจจุบันยังไม่มีค่ามาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน ทำให้เกิดความกังวลถึงความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและพัฒนาการทางระบบประสาท
...
จากการศึกษาพบว่าแหล่งที่มาของการปนเปื้อนเชื่อมโยงกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันโดยตรง โดยเฉพาะในน้ำดื่มบรรจุขวดแบบถ้วยที่พบไมโครพลาสติกสูงสุด 382 ชิ้นต่อลิตร และขวดแบบ PET พบสูงสุด 331 ชิ้นต่อลิตร
นอกจากนี้ยังพบในปลาทูไทย เฉลี่ยสูงถึง 78 ชิ้นต่อตัว รวมถึงในน้ำแข็ง เกลือบริโภค และสัตว์น้ำเศรษฐกิจบริเวณปากแม่น้ำภาคตะวันออกทั้ง กุ้ง หอยแครง และปลากะพง ซึ่งพื้นที่ลุ่มน้ำภาคตะวันออกนี้ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่พบการปนเปื้อนสูง โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำที่มีความหนาแน่นมากกว่าในลำน้ำอย่างชัดเจน และเป็นเส้นทางพัดพาขยะพลาสติกสู่ทะเลกว่า 1,300 ตันต่อปี
ไมโครพลาสติกในน้ำเพิ่มสูงในฤดูฝน
ทางด้าน รศ.ดร.รัฐชา ชัยชนะ หัวหน้าโครงการวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าทีมวิจัยได้ใช้เทคนิคการตรวจวัดด้วยตาข่ายขนาด 50 ไมโครเมตร ซึ่งช่วยให้ตรวจพบไมโครพลาสติกได้มากกว่าวิธีมาตรฐานที่ใช้ตาข่ายขนาด 350 ไมโครเมตรถึง 42 เท่า สะท้อนว่าสถานการณ์การปนเปื้อนในระบบนิเวศไทยรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้
นอกจากนี้ยังพบความผันแปรตามฤดูกาล โดยความหนาแน่นของไมโครพลาสติกในน้ำจะเพิ่มสูงในฤดูฝน ขณะที่ในสัตว์น้ำบางชนิดเช่น ปูแสม จะพบปริมาณการปนเปื้อนสูงสุดในช่วงฤดูแล้งอย่างมีนัยสำคัญ
...
ผลการวิจัยชุดนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ย้ำว่าภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคือความล้มเหลวของระบบจัดการขยะที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยสูงถึง 27.2 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ย 1.2 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน แต่ขาดการคัดแยกตั้งแต่ต้นทางที่เข้มงวด ทำให้ขยะพลาสติกหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำ แตกตัวเป็นไมโครพลาสติก และย้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ในที่สุด
ปัญหาดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อมูลของ ผศ.ดร.สตรีไทย พุ่มไม้ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่พบช่องว่างด้านความรู้ของประชาชน แม้มีการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันอย่างมหาศาล แต่คนส่วนใหญ่กลับมีความรู้เกี่ยวกับไมโครพลาสติกในระดับต่ำ ไม่สามารถระบุแหล่งกำเนิดได้อย่างชัดเจน และไม่ตระหนักถึงภัยเงียบที่แฝงมากับการอุปโภคบริโภค ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างยิ่งในระยะยาว
จากภาพสะท้อนของปัญหาความหย่อนยานในการจัดการพลาสติก ได้ทำให้เกิดผลกระทบลูกโซ่ที่รุนแรงและเป็นวงกว้าง วิกฤตการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสื่อมโทรมต่อระบบนิเวศทางน้ำ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และเศรษฐกิจชุมชน เมื่อสัตว์น้ำเศรษฐกิจปนเปื้อนไมโครพลาสติก ย่อมสั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกระทบต่อวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติด้านสาธารณสุข การสะสมของอนุภาคพลาสติกและสารเคมีอันตรายในร่างกายมนุษย์อย่างต่อเนื่อง จะกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ซึ่งผลลัพธ์ที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การสูญเสียผลิตภาพของประชากรและภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
...
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ สสส. กล่าวปิดท้ายว่า สสส. ให้ความสำคัญกับแนวคิดการป้องกันก่อนเกิดโรค โดยมุ่งผลักดันให้ผลวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและผลกระทบที่รุนแรงนี้ กลายเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติที่นำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อเร่งสร้างระบบเฝ้าระวังความเสี่ยงทางสุขภาพและยกระดับการจัดการขยะพลาสติกอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นการปกป้องคนไทยจากปัญหาที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามและสะสมจนเกินกว่าจะแก้ไขได้ทัน
...