ยูเออีถอนตัว OPEC การตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นสมาชิก OPEC ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่ประกาศออกมา มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างพลังงานโลก โดยมีรายละเอียดและผลกระทบที่น่าสนใจดังนี้

ผลต่อราคาน้ำมันโลก

การถอนตัวของ UAE ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันใน 2 ระยะที่ต่างกัน

  • ระยะสั้น ผันผวน ในช่วงแรกราคาน้ำมันอาจขยับตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะความตึงเครียดกับซาอุดีอาระเบีย และสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซที่อาจทำให้การขนส่งติดขัด

  • ระยะยาว แนวโน้มราคาลดลง เมื่อ UAE ไม่ต้องปฏิบัติตามโควตาการผลิตของ OPEC จะทำให้พวกเขาสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามศักยภาพที่มี ปัจจุบัน UAE มีกำลังการผลิตสำรองสูงถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน การเพิ่มอุปทาน เข้าสู่ตลาดโลกอย่างอิสระจะกลายเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในอนาคต


...

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์แค่ไหน?

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) ผลกระทบมีทั้งบวกและลบ:

  • ด้านบวก ต้นทุนลดลง หากในระยะยาวราคาน้ำมันโลกลดลงจากการที่ UAE เพิ่มการผลิต จะช่วยลดภาระค่าครองชีพ ต้นทุนขนส่ง และลดการขาดดุลการค้าของไทย นอกจากนี้ไทยยังมีทางเลือกในการเจรจาซื้อน้ำมันจาก UAEโดยตรงแบบไม่ผ่านเงื่อนไขของกลุ่ม

  • ด้านลบ ความผันผวน ในช่วงที่ตลาดกำลังปรับตัว ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยต้องรับภาระหนักในการตรึงราคา และอาจส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพลังงานในตลาดหลักทรัพย์ไทย



ประเทศที่ซื้อน้ำมันจาก UAE มากที่สุด

น้ำมันดิบส่วนใหญ่ของ UAE ส่งออกไปยังภูมิภาค เอเชีย เป็นหลัก โดยประเทศที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด อ้างอิงข้อมูลปี 2024-2025ได้แก่

  1. ญี่ปุ่น: เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด (สัดส่วนสูงมากเนื่องจากญี่ปุ่นพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด)

  2. อินเดีย: มีความร่วมมือทางยุทธศาสตร์พลังงานที่ใกล้ชิด

  3. จีน: แม้จะซื้อจากหลายแหล่ง แต่ UAE เป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญ

  4. เกาหลีใต้ และ ไทย: โดยไทยติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับ UAE ในด้านการนำเข้าพลังงาน