ไร้สัญญาณขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 2569  “นักวิชาการ” มองแรงงานไทยอ่วม เจอศึก 2 ด้าน ค่าครองชีพพุ่งจากสภาวะเศรษฐกิจ-ถูก AI ไล่บี้ จ่อเสียบแย่งงาน

นับถอยหลังสู่วันที่ 1 พฤษภาคม หรือ “วันแรงงานแห่งชาติ” แต่ในปีนี้สัญญาณของการปรับขึ้น “ค่าแรงขั้นต่ำ” ยังคงเงียบ ท่ามกลางหลากหลายข้อเสนอและข้อเรียกร้องจากภาคแรงงาน ในการยกระดับสิทธิ พัฒนาคุณภาพชีวิต และการบรรเทาผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น

หากย้อนไป 10 ปีก่อนหน้านี้ หลังนโยบายค่าแรง 300 บาทที่มีการประกาศใช้เมื่อปี 2556 ถูกแช่แข็งไม่มีการปรับขึ้นอีกเป็นเวลา 4 ปี เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่อย่างก้าวกระโดดรวมถึงสถานการณ์ทางการเมือง เกิดการรัฐประหาร

การปรับค่าแรงครั้งต่อมา เกิดขึ้นในปี 2560 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเพิ่มขึ้นเป็นอัตรา 300-310 บาท จากนั้นก็มีการปรับขึ้นแทบทุกปี โดยเฉพาะในปี 2567-2568 ที่ผ่านมามีการปรับขึ้นค่าแรงถึงปีละ 2 ครั้ง โดยค่าแรงขั้นต่ำล่าสุดที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค.2568 อยู่ที่ 354 - 400 บาทขึ้นอยู่กับพื้นที่

...

รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน และแรงงานข้ามชาติ เผยว่า แรงงานแต่ละกลุ่มก็มีข้อเรียกร้องที่แตกต่างกันไปและส่วนใหญ่ในปีนี้ไม่ได้กล่าวถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมากนัก หากมีกล่าวถึงก็จะไม่ได้ระบุตัวเลขที่แน่ชัด เช่น 600 หรือ 700 บาท ซึ่งลักษณะนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งเมื่อ ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ที่จะมีการเรียกร้องการปรับค่าจ้างโดยมีตัวเลขที่เป็นรูปธรรม

กรณีที่เกิดนี้อาจเกิดมาจากการที่แรงงานมีบทเรียนว่า แม้เรียกร้องตัวเลขที่แน่ชัดไป สุดท้ายก็อาจไม่ได้ตามที่ขอ หรือพรรคการเมืองต่างๆ ที่แม้จะประกาศหาเสียงปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ตามตัวเลขที่นำมาหาเสียง

“เรื่องนี้ก็สอดคล้องไปกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ต้นทุนต่างเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นหากมีการเรียกร้องหรือกดดันให้ปรับค่าแรง ก็อาจเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมมากนัก นายจ้างโดยเฉพาะในกลุ่ม SME คงไม่สามารถจ่ายได้”

ทั้งนี้หากปีนี้มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำจริง เชื่อว่าจะเกิดการต่อต้านจากกลุ่มนายจ้างอย่างหนัก โดยเฉพาะนายจ้าง SME ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนต่างๆ รวมถึงยอดขาย การเติบโตทางธุรกิจที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เติบโตมากนักในปีนี้

อย่างไรก็ตามแม้ไม่มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ภาครัฐก็ควรมีนโยบายอื่นๆ เข้ามาช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของแรงงาน ขณะที่ภาคเอกชนและนายจ้างก็ไม่ควรปรับลดสิทธิ สวัสดิการหรือค่าแรง รวมไปถึงการเลิกจ้าง

รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ
รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ

ข้อเรียกร้องวันแรงงาน 2569

รศ.ดร.กิริยา เปิดเผยว่า ในส่วนข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นในช่วงวันแรงงาน 2569 นี้ หลายเรื่องยังเป็นข้อเรียกร้องที่กลุ่มแรงงานพยายามผลักดันมาหลายปีแต่ยังไม่บรรลุผล เช่น การรับรองอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 ที่กำหนดโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่าด้วยอิสระในการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหภาพแรงงานโดยไม่ถูกกีดกันจากรัฐ และสิทธิในการรวมตัวเจรจาต่อรองกับนายจ้างโดยไม่ถูกกลั่นแกล้งและแทรกแซง, การจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง และคุ้มครองสิทธิสวัสดิการลูกจ้างเหมาค่าแรง เป็นต้น

ในส่วนข้อเรียกร้องใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ก็มาจากสถานการณ์และปัญหาที่แรงงานต้องเผชิญในปัจจุบัน อาทิ

ปัญหา “ค่าพลังงาน” แพง โดยเฉพาะค่าไฟที่มีปัญหาเรื้อรังมายาวนาน หากรัฐบาลจะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การติดโซลาร์เซลล์ การขายไฟกลับคืนให้การไฟฟ้า หรือมาตรการอื่นๆ ซึ่งมีต้นทุนที่สูง ภาครัฐก็ต้องมีการเข้ามาช่วยอุดหนุนในหลายๆ ด้านเพื่อช่วยให้แรงงานสามารถเข้าถึงได้ด้วย

ขณะเดียวกันก็ต้องแก้ไขปัญหาค่าไฟ ที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างการซื้อ-ขายไฟของ กฟผ.ให้มีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เปิดเผยสัญญาให้มีความโปร่งใส ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าราคาค่าไฟที่เกิดขึ้นนั้นมีความเหมาะสม

...

นอกจากนี้ยังมีประเด็นการจ่าย “ประกันสังคม” เพิ่มขึ้น ในส่วนนี้มองว่ามีความจำเป็นต้องปรับขึ้นเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว เพราะหากเก็บในอัตราเดิมต่อไปอาจจะไม่เพียงพอในการบริหารจัดการและอาจทำให้ประกันสังคมไม่มีเงินพอจ่ายผู้ประกันตนในอนาคต แต่เมื่อปรับขึ้นในสภาวะที่แรงงานกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาค่าครองชีพพุ่งสูง ก็ถือเป็นภาระที่แรงงานต้องแบกรับเพิ่มขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเจอกระแสต่อต้าน

ซึ่งประกันสังคมก็ต้องมีการปฏิรูปองค์กรให้เป็นอิสระ โปร่งใส และมีความยั่งยืนทางการเงิน สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกันตนให้ได้ ว่าเงินที่สมทบจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

“ภาครัฐต้องเข้ามาพยุงค่าครองชีพ โดยการยิงให้ถูกเป้ามากขึ้น เฉพาะกลุ่มที่จำเป็นจริงๆ เพราะกระสุนของภาครัฐเองก็ไม่ได้มีเยอะพอที่จะเอามาแจกได้ การกู้เพิ่มก็ทำได้ยากเพราะประเทศไทยก็มีหนี้เยอะอยู่แล้ว” 

รศ.ดร.กิริยา เผยว่า ประเทศไทยเผชิญกับปีที่ยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ โตช้าลงเรื่อยๆ โดยไม่เห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หวือหวามาตั้งแต่ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ฉะนั้นการปรับขึ้นค่าจ้างจึงยิ่งเป็นไปได้ยาก

รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีต่างๆ การพัฒนาของ AI ที่ล้ำสมัยต่อเนื่อง ก็อาจเข้ามาแทนที่แรงงาน ที่ไม่เพียงเฉพาะกลุ่ม Blue-Collar ผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่อาจถูกโรบอทเข้ามาทำงานแทนที่ แต่รวมไปถึงกลุ่ม White-Collar หรือบรรดาพนักงานออฟฟิศต่างๆ ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันและความเสี่ยงในการตกงานที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน 

...

“พนักงานออฟฟิศโดยเฉพาะที่ทำงานเป็นรูทีนหรืองานแบบเดิมซ้ำๆ ก็เสี่ยงถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่หรือลดบทบาทได้มาก สะเทือนถึงความก้าวหน้าและความมั่นคง เช่นที่เราเห็นกระแสในภาคการธนาคารที่มีการเลย์ออฟหรือเกษียณก่อนกำหนดจำนวนมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ แรงงานต้องปรับตัว ใช้ AI ให้เป็น เพิ่มประสบการณ์ ให้มีทักษะในสิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้”

รศ.ดร.กิริยา กล่าวทิ้งท้ายถึงข้อเสนออื่นๆ ของภาคแรงงาน ที่ภาครัฐควรรับไปดำเนินการทั้งมาตรการคุ้มครองงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ได้แก่ งานเหมาบริการ หรือในส่วนค่าจ้างขั้นต่ำให้มีการปรับโครงสร้างสูตรไตรภาคี รวมถึงเสนอให้มีการปฏิรูปการบริหารจัดการกระทรวงแรงงาน และเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานให้เท่าทันไม่ตกขบวน