ถอดรหัส “หวัง อี้” เยือนไทย ดับไฟขัดแย้งชายแดน “นักวิชาการ” เตือน 2 มุมช่วยกดดันกัมพูชา แต่ยังไม่น่าไว้ใจ มองเดินสายอาเซียนหวังรักษาผลประโยชน์ ย้ำอิทธิพลจีนคานอำนาจสหรัฐฯ

วันนี้ (24 เม.ย. 2569) เวลา 11.00 น. ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนไทย

โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ในโอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญคือ การยกระดับความสัมพันธ์ไทย-จีน สู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผลักดันการจัดทำ “แผนปฏิบัติการร่วม” (Action Plan) ที่สอดประสานกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้งสองประเทศ, แลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง โดยฝ่ายจีนได้เชิญนายกฯ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปคที่จีนจะเป็นเจ้าภาพในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้ และเชิญเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ขณะที่ฝ่ายไทยได้เชิญนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เยือนไทย ซึ่งฝ่ายจีนได้ตอบรับในหลักการและอยู่ระหว่างการจัดกำหนดการ

...

ประเด็นสถานการณ์ไทย –กัมพูชา ซึ่งนายหวัง อี้ เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชามีแนวโน้มที่ดีขึ้น และหวังว่าจะมีพัฒนาการที่ดีในเร็ววัน โดยไทยย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกัน, การยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ และสุดท้ายคือประเด็นการต่อยอดความร่วมมือเชิงรูปธรรมผ่านกลไกและกิจกรรมร่วม โดยเห็นพ้องที่จะพัฒนาความร่วมมือให้ก้าวไปสู่การดำเนินการเชิงรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงในเชิงนโยบาย แต่รวมถึงการขับเคลื่อนผ่านกลไกความร่วมมือ การประชุม และกิจกรรมร่วมในระดับต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน

การเยือนประเทศไทยของ รมว.ต่างประเทศในครั้งนี้ เป็นการเดินทางเยือน 3 ประเทศอาเซียน คือกัมพูชา ไทย และเมียนมา ระหว่างวันที่ 22-26 เม.ย.2569 ทำให้เกิดคำถามว่า มีประเด็นใดที่จีนต้องการผลักดันหรือมีนัยยะซ่อนเร้นใดอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงโลกกำลังเผชิญผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน

อ่านท่าที “หวัง อี้” เยือนไทย

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าที่นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เดินทางมาเยือนประเทศไทยในช่วงนี้ ในภาพใหญ่คือการที่จีนต้องการรักษาบทบาท อิทธิพล การค้าการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ทั้งระเบียงการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือการขับเคลื่อนทางยุทธศาสตร์ของจีนที่มีกัมพูชา ไทย และเมียนมา เชื่อมต่อกัน ซึ่งก่อนหน้านี้จีนก็ได้เดินทางไปเยือน เวียดนามมาแล้ว ในส่วนของ สปป.ลาวก็เป็นประเทศที่จีนมีความสัมพันธ์อันดีแน่นแฟ้นอยู่แต่เดิม

ประการต่อมา คือมีกลไกทวิภาคีที่จีนและกัมพูชาต้องมาร่วมประชุมกันอยู่แล้ว คือการเป็นหุ้นส่วน “ยุทธศาสตร์ 2+2” ด้านกลาโหมและการต่างประเทศ เมื่อมีการประชุมกับกัมพูชาแล้ว จีนจึงถือโอกาสเป็นกาวใจสมานความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาด้วย และเป็นการถนอมน้ำใจประเทศไทยด้วย

“เมื่อมากัมพูชาแล้ว หวัง อี้ก็ขอเดินทางมาประเทศไทยต่อ ตอกย้ำบทบาทการเป็นกาวใจ การพัฒนาสันติภาพของจีนเหนือความขัดแย้งไทยกัมพูชา ซึ่งก็น่าเชื่อว่า จีนอาจกดดันกัมพูชาไม่ให้มีการยั่วยุไทยก็เป็นได้ แต่รายละเอียดเชิงลึกเราก็ยังไม่ทราบ แต่แนวโน้มคือน่าจะมีพัฒนาการเชิงบวกในเรื่องสันติภาพ”

ประการสุดท้าย คือการถ่วงดุลกับมหาอำนาจอีกขั้วคือ “สหรัฐฯ” ที่ในระยะหลังรัฐบาลพนมเปญ โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมา ได้เปิดพื้นที่ทางการทูตกับสหรัฐฯมากขึ้น แม้แต่ใน "สีหนุวิลล์” ที่จีนเข้าไปลงทุนมหาศาล ก็เปิดให้มีเรือรบและเรือสินค้าสหรัฐฯ เข้ามาเทียบท่า ทำให้จีนคงต้องการรักษาสมดุลอำนาจนี้เผื่อไว้ในอนาคต

...

สำหรับท่าทีของ รมว.ต่างประเทศจีน มองว่าออกมาในเชิงบวก เพราะหากย้อนดูไปเมื่อปีที่ผ่านมาเมื่อมี “ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ในการลงนามข้อตกลงระงับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศของไทย และนายปรัก สุคน รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศของกัมพูชา ก็ได้เดินทางไปเยือนประเทศจีน ให้จีนเข้ามาเป็นกาวใจเชื่อมสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

“เจตนาของหวัง อี้ หากมองในมุมจีน คิดว่าอย่างแรกคือจีนต้องการเล่นบทบาทสันติภาพ ให้เกิดการยอมรับบทบาทนี้ของจีนในภูมิภาคมากขึ้น สองคือจีนมองผลประโยชน์ของตนเป็นตัวตั้งตามยุทธศาสตร์มองลงใต้ คือจากจีนลงมาเจาะตลาดอาเซียน มีฐานการลงทุนของจีนในภูมิภาคนี้จำนวนมาก หากปล่อยให้ไทยกัมพูชาทะเลาะกันมากๆ หรือปล่อยให้เมียนมายังมีสงครามกลางเมืองต่อไป ก็จะกระทบต่อผลประโยชน์ของจีนทั้งแพ็กเกจ ทำให้ในการเยือนครั้งนี้จีนกระจายการทูตออกไปทั้ง 3 ประเทศ เพื่อประกันคุ้มครองอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้”

...

จีนมาเยือน สะเทือนชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างไร

รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า การที่จีนมาเยือนไทยและกัมพูชาครั้งนี้ก็มีผลทั้งแง่บวกและแง่ลบต่อสถานการณ์ชายแดน ซึ่งประเทศไทยต้องพิจารณาให้ดี ในแง่บวกคือประเทศจีนจะกดดันกัมพูชาไม่ให้มาก่อกวนไทย และในส่วนของการสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์บางอย่างที่กัมพูชายังไม่ได้จ่ายเงินให้กับจีน ประเทศไทยก็สามารถใช้โอกาสนี้ในการโน้มน้าวจีนไม่ให้ถ่ายทอดรหัสหรือเทคโนโลยีทางการทหารในส่วนที่กัมพูชายังไม่จ่ายเงิน ก็จะช่วยสกัดกั้นภัยคุกคามจากกัมพูชาได้

แต่ในแง่มุมหนึ่ง คือประเทศไทยก็ควรต้องระมัดระวังเอาไว้ เพราะอย่างไรจีนก็เป็นผู้มอบอาวุธหรือเสริมกำลังให้กับกัมพูชา และประเทศไทยไม่ได้เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับจีนอย่างชัดเจน อย่างเช่นที่จีนมีความสัมพันธ์ทวิภาคีกับกัมพูชาในระดับที่เข้มข้น ทั้งในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ หรืออาจจะมีความช่วยเหลือในมิติอื่นๆ อีก

“เราจะไว้ใจจีน 100% ก็คงไม่ได้ เราอาจไว้ใจจีนได้ในระดับหนึ่งแต่ก็ต้องมีการป้องกันตนเอง มีการดึงประเทศอื่นๆ เข้ามาสร้างอำนาจต่อรองให้กับประเทศไทยด้วยเช่นกัน”

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช
รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช

...

ปราบสแกมเมอร์-ยกระดับความร่วมมือ 

ในส่วนของข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาในการเยือนไทยของประเทศจีน มักเน้นประเด็นของการปราบสแกมเมอร์ “จีนเทา” และในครั้งนี้ก็เป็น 1 ในประเด็นที่มีการหารือกันนั้น

รศ.ดร.ดุลยภาค ชี้ว่า การปราบจีนเทาเป็นวาระหลักของรัฐบาลจีนอยู่แล้ว ซึ่งมีผู้รับผิดชอบหลักคือกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ที่ดูแลทั้งเรื่องอาชญากรรมทางไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศที่มีหวัง อี้ นั่งเป็นเจ้ากระทรวงก็มีบทบาทในเรื่องนี้แต่อาจไม่ได้เป็นแกนหลักมากนัก 

ดังนั้นจึงยังเชื่อว่าการมาเยือนครั้งนี้ เป็นไปเพื่อส่งเสริมบรรยากาศระหว่างประเทศในภาพรวม และอาจพ่วงการค้าการลงทุน ยุทธศาสตร์การทูตให้จีนมีบทบาทที่เข้มข้นขึ้นเพื่อถ่วงดุลกับสหรัฐฯ มากกว่า พร้อมมีการพูดคุยเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติอยู่ด้วย แต่คงไปเจาะลึกในรายละเอียดกันในการพูดคุยในวงประชุมอื่นร่วมกับกระทรวงหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

สำหรับประเด็นว่าไทยจะสามารถใช้โอกาสนี้ในการผลักดันประเด็นอื่นๆ โดยเฉพาะด้านการค้าและการลงทุนได้ในด้านไหน อย่างไรบ้าง รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า ไทยและจีนมีการทำ FTA กันมายาวนานแล้ว โดยไทยต้องการส่งสินค้าเกษตรไปขายในประเทศจีน จึงต้องมีดีลสำคัญขับเคลื่อนโดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เพื่อทำให้สินค้าไทยเจาะตลาดจีนได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันจีนก็เป็นคู่แข่งของไทยในกลุ่มสินค้าประเภทนี้ เพราะในสินค้าเกษตรบางประเภทจีนก็สามารถผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า และส่งกลับมาตีตลาดประเทศไทย

“ความคาดหวังคือการค้าที่สดใสขึ้น ขณะที่บุกตลาดจีนไทยเองก็ต้องหาทางป้องกันตลาดของตัวเองด้วยเช่นกัน”