ร้อนจัดต้นเหตุเพลิงไหม้ เกิดขึ้นบ่อยกับพื้นที่โรงงาน มากกว่าปีก่อน ผู้เชี่ยวชาญ แนะ สังเกตสีกลุ่มควัน ประเมินการดับไฟเบื้องต้น ก่อนลุกลาม

ช่วงนี้เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นแทบจะรายวัน โดยเฉพาะไฟไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรม ที่เกิดแต่ละครั้งต้องใช้เวลาดับไฟนานกว่าปกติ ขณะเดียวกันชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่รอบข้างก็ยังไม่มีความรู้ในการประเมินสถานการณ์ เพื่อให้เกิดการดูแลทรัพย์สินที่ถูกต้อง

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐ ออนไลน์ สอบถามไปยัง “ชาติชาย ไทยกล้า” ผอ.สถาบันฝึกดับเพลิง และกู้ภัยชั้นสูง ทาฟต้า ได้ให้ความเห็นว่า ด้วยอากาศที่ร้อนทำให้วัสดุและสารเคมีต่างๆ ที่เป็นเชื้อไฟสามารถปะทุและกลายเป็นประกายไฟ แพร่กระจายได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในโรงงานที่มีสารเคมีที่ไวไฟจะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ

การที่มีอากาศร้อน โดยเฉพาะในโรงงานที่มีสถานที่ก่อสร้างที่มิดชิด วัสดุบางอย่างที่มีความชื้นอยู่แล้วก็อาจติดไฟได้ง่ายขึ้น ยิ่งในวัสดุที่มีตัวนำไฟฟ้า เช่นรถยนต์น้ำมันหรือรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อเจอความร้อนสะสม ชิ้นส่วนบางจุดก็อาจปะทุเป็นประกายไฟขึ้นมาได้ มีการลุกไหม้แล้วไม่มีการควบคุมเหตุอย่างถูกต้อง สร้างความเสียหายลุกลามขึ้นมากเข้าไปอีก

...


อีกปัจจัยที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้คือ สารเคมีต่างๆ ที่อยู่ในโรงงาน ปกติสารเคมีต่างๆ อยู่ได้ในอุณหภูมิ 35องศา แต่ตอนนี้อุณหภูมิสูงไปถึง 40 องศา ขณะเดียวกันก็มีตัวกระตุ้นให้อุณหภูมิร้อนมากกว่าปกติ เช่น อากาศภายในรถยนต์ที่ตากแดด อุณหภูมิภายนอก 40 องศา แต่อุณหภูมิภายในรถยนต์ที่ดับเครื่องพุ่งไปถึง 60 องศา เกิดความร้อนทำให้วัสดุบางอย่างระเหยและติดไฟลุกได้

ตัวอย่างการลุกไหม้ของไฟในเหตุเพลิงไหม้ เช่น ผ้าชุบน้ำมัน หรือสำลีชุบน้ำมันที่วางไว้บนพื้นซีเมนต์ เมื่อใช้งานเสร็จก็วางไว้ในพื้นที่ทำงานหรือเก็บหมกไว้ในที่เดียวกัน เมื่อมีอากาศร้อนในวันที่ไม่มีคนทำงานและไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ ทำให้มีความร้อนสะสม จนเกิดประกายไฟบนผ้าที่ชุบน้ำมัน ทางแก้ในกรณีนี้ ต้องให้ความรู้กับพนักงาน และตัวอาคารต้องมีอากาศที่ถ่ายเท


การประเมินการเผาไหม้จากกลุ่มควัน ถ้าเห็นควันสีดำ จะเป็นการเผาไหม้ที่เกิดจากสี และกลุ่มน้ำมัน แต่ถ้ามองจากไกลๆ กลุ่มควันมีสีเทาแซมเข้ามา แล้วอาจสลับกับกลุ่มควันสีดำ สลับกันไปมา แสดงว่ามีการฉีดน้ำเพื่อดับเพลิง

แต่ถ้าเป็นการเผาไหม้ เกิดจากสารเคมี ก็จะเป็นสีเขียว สีเหลือง สีม่วง หรือสีส้ม ก็จะต้องประเมินว่าเป็นการเผาไหม้ที่เกิดจากสารเคมี ที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปประเมิน

นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นการป้องกันดีที่สุดคือ การอบรมให้พนักงาน หรือคนในพื้นที่ทราบว่ามีวัสดุอะไรที่อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ และควรจะต้องดับไฟด้วยวิธีการไหน ให้เหมาะสมและถูกต้องมากที่สุด